ธรรมะ, นิทานชาดก, นิทานธรรมะ, สมาธิ, กรรมฐาน, เกจิอาจารย์, พระไตรปิฎก พระพุทธเจ้า, พระสาวก, พระเครื่อง, ฟังเพลงธรรมะ, แนะนำสถานที่ปฏิบัติธรรม ข่าวธรรมะ
ควายธนู หลวงพ่อชุ่ม วัดท่ามะเดื่อ
*******************
ควายธนู เป็นวิชาสำเร็จด้วยอิทธิฤทธิ์ของอาคม เป็นศาสตร์ทางไสยเวทอีกแขนงหนึ่ง ซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณกาล ผู้จะเรียนวิชานี้จนสามารถใช้ประโยชน์ได้ ต้องมีพลังจิตแก่กล้าสูงยิ่ง นับเป็นวิชาไสยศาสตร์อีกวิชาหนึ่ง ที่เรียนสำเร็จยากมาก เป็นการอธิษฐานฤทธิ์นิรมิตรูปกายจากสิ่งหนึ่ง ให้เป็นอีกรูปกายหนึ่ง จากการใช้ตอกไม้ไผ่สานให้มีรูปร่างคล้ายตัวควายตัวเล็ก ๆ แล้วปลุกเสกด้วยคาถาอาคม จนกลายเป็นตัวควายขนาดใหญ่ มีจิตวิญญาณและเคลื่อนไหวได้ มีความดุร้ายกราดเกรี้ยว และทรงพลังอำนาจดุร้าย ลองคิดดูเถิด จะต้องใช้พลังจิตสูงสักปานใด
ผู้ที่เรียนวิชาควายธนู ไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นภิกษุ หรือ ฆราวาส ผู้ใดก็เรียนได้ แต่จะใช้จนสำเร็จประโยชน์หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการฝึกปรือ เคี่ยวกรำอำนาจจิตของตนเป็นสำคัญ วิชาควายธนูนี้มีพื้นฐาน เพื่อใช้ประโยชน์เป็นไปในทางป้องกันตัวเอง แต่ก็มีหมอไสยศาสตร์บางคน ที่มีมิจฉาสมาธิ นำวิชานี้ไปใช้ในการเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ให้ได้รับความเดือดร้อนอันตราย บุคคลประเภทนี้มักจะเป็นคนนอกศาสนาพุทธ เป็นพวกเคารพนับถือผีเป็นสรณะ และหวังได้รับผลประโยชน์ทางอามิสสินจ้าง คนพวกนี้แม้จะสำเร็จประโยชน์ด้วยคาถาอาคมได้ แต่ไม่ช้าไม่นานวิชามักจะเสื่อมไปในที่สุด
ณ ที่นี้ จะนำเรื่อง อิทธิฤทธิ์ของควายธนู มาเล่า ให้รับรู้กันอีกเรื่อง ควายธนูที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เกี่ยวข้องกับ หลวงพ่อชุ่ม จันทโชติ วัดท่ามะเดื่อ (วัดอุทุมพรทาราม) อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

วัดท่ามะเดื่อ หรือ วัดอุทุมพรทาราม ในปัจจุบัน สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๑๗ มีหลวงพ่อชุ่ม จันทโชติ เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ประวัติของหลวงพ่อชุ่ม ไม่ปรากฏชัดเจนเท่าที่ควร ทราบแต่เพียงว่า ถิ่นฐานบ้านเกิดของท่าน อยู่ที่ดอนยายหอม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม แต่บางกระแสก็บอกว่า ท่านเป็นชาวตำบลโพธิ์หัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี แต่ที่แน่ชัดยิ่งกว่าอื่นใดก็คือ ท่านเป็นพระปฏิบัติ สายวิปัสสนาธุระ มีความเชี่ยวชาญทางไสยเวทพุทธาคม เป็นที่เลื่องลือ กล่าวได้ว่า เป็นพระอภิญญาแห่งลุ่มน้ำแม่กลองรูปหนึ่ง
ในทุก ๆ ปี หลวงพ่อชุ่มจะลงไปสรงน้ำ ในแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งไหลผ่านหน้าวัดหนึ่งครั้ง ถึงเวลาท่านลงไปสรงน้ำในแม่น้ำแม่กลอง จะมีชาวบ้านทั้งตำบล พากันมาดูท่านสรงน้ำเต็มตลิ่ง เนื่องจากขณะหลวงพ่อชุ่มสรงน้ำ จะมีจระเข้ใหญ่ตัวหนึ่ง โผล่ขึ้นมาใกล้ ๆ ท่าน ว่ายวนเวียนดำผุดดำว่ายไปรอบ ๆ ตัวท่าน บางครั้งจะฟาดหางตีน้ำแตกกระจายดังตูมตาม บางครั้งจะว่ายเข้ามา เอาลำตัวเสียดสีกับตัวท่าน คล้ายกับแสดงความจงรักภักดีด้วยความเคารพ สำหรับหลวงพ่อชุ่มนั้น ท่านก็คงสรงน้ำไปตามปกติ ไม่ได้แสดงความหวาดหวั่น จระเข้ร้ายตัวนั้นแต่อย่างไร หลังจากท่านสรงน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกลับขึ้นไปบนฝั่ง จระเข้ดังกล่าวก็จะจมน้ำหายไป
เหตุการณ์เป็นที่อัศจรรย์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกปี ไม่มีผู้ใดทราบว่า เพราะเหตุใดจึงมีจระเข้ใหญ่โผล่ขึ้นมาทุกครั้ง ที่หลวงพ่อชุ่มลงไปสรงน้ำ ในแม่น้ำแม่กลอง มีผู้อยากรู้ความนัยเรื่องนี้เคยถามท่าน แต่ท่านไม่ตอบ
หลวงพ่อชุ่มองค์นี้ เป็นญาติสนิทกับโยมบิดามารดาของ หลวงพ่อเงิน จันทสุวัณโณ วัดดอนยายหอม จังหวัดนครปฐม หลวงพ่อเงินมีศักดิ์เป็นหลาน จึงเรียกหลวงพ่อชุ่มว่า “หลวงน้า” ตอนหลวงพ่อเงินเป็นเด็ก ได้มาเป็นศิษย์หลวงพ่อชุ่มที่วัดท่ามะเดื่อ และได้บวชเณรที่วัดนี้ เล่าเรียนเขียนอ่านอักขระอักษรไทยจนแตกฉาน เมื่ออายุครบบวช ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดท่ามะเดื่อ แห่งนี้เช่นกัน
เรื่องควายธนู ที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อชุ่ม มีเหตุมาจากท่าน ไปดูแลบ้านน้องสาวของท่านที่ดอนยายหอม จังหวัดนครปฐม ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาเกี่ยวข้าว สามีน้องสาวของหลวงพ่อชุ่มไปช่วยเกี่ยวข้าวที่บ้านแพ้ว การทำนาสมัยก่อน ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้คนมาก เพื่อให้งานนั้นเสร็จสิ้นในเวลาอันจำกัด เช่น ดำนา เกี่ยวข้าว เพื่อนบ้านญาติพี่น้อง ซึ่งเป็นวงศาคณาญาติ จะไปช่วยกันทั้งหมด เรียกว่า “ลงแขก” เป็นการเอาแรงงานไปช่วยกัน โดยไม่ต้องเสียค่าจ้าง การลงแขกแบบนี้ จะหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป

เมื่อสามีน้องสาวหลวงพ่อชุ่ม ไปช่วยลงแขกที่บ้านแพ้ว จึงต้องทิ้งเมียเฝ้าบ้านคนเดียว อันที่จริง การอยู่บ้านคนเดียวไม่มีอันตรายใด ๆ เพราะมีเพื่อนบ้าน และ ญาติพี่น้อง ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ ๆ กันคอยดูแล แต่คราวนี้ไม่ทราบว่า หลวงพ่อชุ่มรู้ได้อย่างไรว่า น้องสาวอยู่บ้านคนเดียว และจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น ท่านจึงได้เดินทางจากวัดท่ามะเดื่อ อำเภอบ้านโป่ง ไปยังดอนยายหอม โดยพาหลวงพ่อเงิน ซึ่งขณะนั้นเป็นสามเณรไปด้วย
ไปถึงบ้านน้องสาวเป็นเวลาเย็นมากแล้ว น้องสาวคิดไม่ถึงว่า หลวงพ่อชุ่มจะมาเยี่ยม จึงรีบนิมนต์หลวงพี่ให้ขึ้นไปบนบ้าน จัดที่อันเหมาะสมให้ท่านนั่งพักผ่อน หลวงพ่อชุ่มบอกน้องสาวว่า คืนนี้ จะพักที่บ้านสักคืนหนึ่ง น้องสาวจึงได้จัดห้องให้ท่านพัก พร้อมสามเณรเงิน
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ หลวงพ่อชุ่มได้ล้วงเอาสิ่งหนึ่งออกมาจากย่าม เป็นรูปควายตัวเล็ก ๆ สานจากตอกไม้ไผ่หยาบ ๆ ท่านบอกกับสามเณรเงินว่า นี่คือ “ควายธนู” และสั่งให้นำไปวางที่โคนต้นมะม่วง ใกล้ ๆ กับ คอกควาย แล้วเรียกน้องสาวมาหา สั่งกำชับว่า หลังจากตะวันตกดินไปแล้ว ห้ามไม่ให้ตัวน้องสาว กับพวกลูก ๆ ลงจากเรือนอย่างเด็ดขาด และหากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นข้างนอกบ้าน อย่าเปิดประตูบ้านลงไปดู ท่านบอกเพียงแค่นั้น ก็ไม่พูดอะไรอีก
คืนนั้นเป็นคืนข้างขึ้น เดือนหงายส่องสว่างไปทั่ว หลวงพ่อชุ่ม และ สามเณรเงิน เข้าห้องจำวัด ส่วนน้องสาก็พาลูก ๆ เข้านอนอีกห้องหนึ่ง เวลาผ่านไปจนล่วงเข้ายามดึก ทุกคนในตำบลดอนยายหอม ต่างพากันหลับสนิทนิทรา ที่กอไผ่ด้าน หลังเขตบ้านน้องสาวหลวงพ่อชุ่ม มีชายฉกรรจ์สามคน เข้ามาแอบซุ่มอยู่อย่างเงียบ ๆ สามคนนี้ คือ มิจฉาชีพ เป็นโจรลักขโมยควาย พวกมันสืบรู้ว่า น้องสาวหลวงพ่อชุ่มเฝ้าบ้านอยู่คนเดียว กับลูกเล็ก ๆ จึงฉวยโอกาสจะลอบเข้ามาขโมยควาย เมื่อเห็นว่าคนในบ้านหลับสนิทดีแล้ว จึงย่องเข้าไปที่คอกควาย ตั้งใจจะเปิดคอกจูงเอาควายไปให้หมดทุกตัว
แต่พอเข้าไปใกล้ต้นมะม่วง พวกมันก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อเห็นควายตัวใหญ่มหึมา ยืนจังก้าขวางทาง นัยน์ตาแดงโชน เหมือนลุกเป็นไฟ
ไม่ทันพวกหัวขโมยจะทันตั้งสติ ควายตัวนั้นก็ทะยานเข้ามาหา สามวายร้ายเผ่นกระเจิงวิ่งหนีไม่คิดชีวิต โดยมีควายธนูตามขวิดไปติด ๆ แต่ละคนลืมหมดว่า ที่ตัวเองบุกรุกเข้ามาในบ้านผู้อื่นด้วยเจตนาทุจริต แหกปากร้องให้คนช่วยเสียงลั่น พร้อมกับซอยเท้าวิ่งหนีไม่คิดชีวิต
ขณะที่พวกลักขโมย ตะโกนโวย ๆ และวิ่งไปรอบบ้าน สามเณรเงินได้ลุกขึ้นมามองที่หน้าต่าง เห็นควายตัวมหึมา วิ่งไล่สามวายร้าย ชนิดหวิด ๆ จะทันถึงตัว พร้อมกันนั้น บ้านใกล้เรือนเคียงซึ่งอยู่ติด ๆ กัน ได้ยินเสียงพวกขโมยตะโกนโหวกเหวกดังลั่น จึงจุดตะเกียง เพื่อออกมาดูว่า มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
พวกขโมยเห็นชาวบ้านตื่นกันหมดแทบทั้งหมู่บ้าน ก็กลัวทั้งควาย และ ชาวบ้าน จึงพากันวิ่งเตลิดเปิดเปิงออกทุ่งไป เมื่อไอ้พวกวายร้ายออกพ้นเขตบ้าน ควายธนูก็หายวับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น หลวงพ่อชุ่ม บอกให้สามเณรเงิน ลงไปเก็บควายธนูของท่านกลับมา สามเณรเงินไปเจอควายธนูวางอยู่ข้างกอไผ่หลังบ้าน แสดงว่า สิ่งที่ตนเห็นเมื่อตอนดึกที่ผ่านมา คือ ควายตัวใหญ่ วิ่งไล่พวกขโมยเป็นความจริงทั้งสิ้น ไม่ใช่ตาฝาดไปอย่างแน่นอน และทำให้เกิดความเคารพนับถือหลวงน้า หรือ หลวงพ่อชุ่ม เป็นทวีคูณ
หลังจากฉันเช้าแล้ว หลวงพ่อชุ่มก็พาสามเณรเงินกลับวัดท่ามะเดื่อ ก่อนจะกลับ ท่านได้มอบควายธนูให้กับน้องสาว และสั่งว่า เมื่อถึงตอนกลางคืน ให้นำควายธนูไปไว้ใกล้ ๆ คอกควาย และห้ามลงจากบ้านเป็นอันขาด เพราะควายธนูจะเข้าใจผิด คิดว่าเป็นคนร้าย อาจทำอันตรายได้ เมื่อสามีกลับมา ก็ให้ปฏิบัติตามที่ท่านสั่งไว้ด้วย แต่ท่านเชื่อว่า พวกหัวขโมย คงไม่กล้าเข้ามาลักขโมยควายอีกแล้ว เพราะเท่าที่มันเจอควายธนูครั้งเดียว ก็คงจะเข็ดหลาบไปจนตายแน่
นี่คือเรื่องควายธนู ของหลวงพ่อชุ่ม จันทโชติ วัดท่ามะเดื่อ (วัดอุทุมพรทาราม) อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี หลวงพ่อชุ่ม ละสังขารไปในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ และ หลวงพ่อเงิน ได้ออกจากวัดท่ามะเดื่อ ในปีนั้นเช่นกัน
|