User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

ข่าวธรรมะ

ประวัติพระเกจิอาจารย์

ท่องเที่ยวทำบุญไหว้พระ

สถานที่ปฏิบัติธรรม

ดูดวง

ตำแหน่งโฆษณา
หมวด » ธรรมะน่ารู้ » นิทานธรรมะ

 

เรื่องจริงอิงนิทานผีแขก

เรื่องจริงอิงนิทานผีแขก

เรื่องจริงอิงนิทานผีแขก
โดย
ฤาษีลิงดำ


เรื่องที่ 2. ผีแขก

                    เรื่องที่สองนี่ขอให้นามว่า ผีแขกวัดบางนมโค แล้วก็คงจะมีผีอื่นติดตามมาด้วยเท่าที่จะนึกออก เอากันแต่เพียงนึกออก ถ้ายังนึกไม่ออกละก็ ก็ไม่เล่าให้ฟัง

                    สำหรับผีแขกนี่ผู้พูดพบเมื่อสมัยบวชใหม่ ๆ เมื่อปี พ.ศ. 2480   ผู้พูดก็พึ่งบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาใหม่ ๆ แล้วก็เจริญพระกรรมฐานกับหลวงพ่อปานตามสมควร เพราะว่าตามธรรมดาของพระ  ต้องมีปฏิบัติในเขต 3 ประการให้ครบถ้วน คือว่า อ่านตามแบบฉบับของพระบวชใหม่ท่านเขียนไว้อย่างนั้น  คือว่า 1. อธิศีลสิกขา  รักษาศีลยิ่งว่าฆราวาส   2. อธิจิตสิกขา  ต้องทรงสมาธิจิตให้เป็นญาณ   3. อธิปัญญาสิกขา ต้องเจริญวิปัสสนาญาณตามกำลังที่พึงจะทำได้ เรียกว่า 3 ประการนี้  ต้องทำเป็นคุณสมบัติพิเศษ ฉะนั้น เมื่อบวชเข้ามาแล้วจึงเจริญพระกรรมฐาน

                    ขณะที่เจริญพระกรรมฐานเห็นกุฏิอยู่หลังหนึ่งเป็นศาลา คือว่า  ท่านสร้างไว้สำหรับเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม คือว่าเป็นกุฏิคู่นะ บนศาลาหน้ามุขของวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในพรรษานั้นปรากฏว่า  ตอนต้นพรรษา มีพระขึ้นไปนอนบนนั้น 2 องค์ แล้วก็ 2 รายแรกขึ้นไปอยู่กันคนละหลัง กุฏิใกล้กันห่างกันสักคนละ 4 เมตร สามวันสององค์นั้นก็ลงมา   เมื่อลงมาแล้วใครถามว่าทำไมถึงลงมา แกก็บอกว่ามันเงียบเกินไป รายงานเท่านั้น แล้วต่อมาอีก 2 - 3 วัน พระอีก 2 องค์ก็ขึ้นไปนอนบ้าง พอ 3 วันก็ลงมาเหมือนกัน ครั้นไปถามว่าทำไมถึงไม่อยู่   แกก็รายงานว่าเงียบเหมือนกัน พูดเหมือนกัน ทีนี้ผู้พูดก็คิดว่ากุฏิสองหลังนะเงียบสงัดดีถ้าเราเป็นนักเจริญพระกรรมฐานกิจเหมาะมาก ก็เลยไปกราบเรียนหลวงพ่อปานให้ทราบ บอกว่าอยากจะไปอยู่ที่กุฏิหลังนั้น หลวงพ่อปานท่านก็เตือนบอก อย่าไปเลยคุณ อยู่ที่เดิมของคุณเถอะดีแล้ว ก็เลยกราบเรียนท่านว่าเห็นหลังนั้นเหมาะอยากจะไปอยู่ เมื่อพูดกันแล้ว 2 - 3 วาระ ตามธรรมดาระเบียบของพระเขาพูดกัน 3 ยก   เมื่อถึง 3 คราว  หลวงพ่อปานท่านนิ่ง บอก เอา คุณอยากจะไปอยู่ก็ได้ แต่ทว่าระวังนะหลังนั้นน่ะมีอันตรายมากยิ่งกว่าในป่าช้า อยู่ในป่าช้าเสียอีก ดีกว่าอยู่ที่นั่น ก็เลยกราบเรียนท่านว่าเคยอยู่ป่าช้ามาแล้ว มันเงียบสงัดมาก  ยังไม่นึกกลัว ก็กุฏิหลังนี้มันอยู่ระหว่างพระ  ใกล้พระ  ใกล้พวกกันมากจะน่ากลัวอะไร หลวงพ่อปานท่านก็ยิ้ม แล้วก็บอกว่าอนุญาต ไปได้คุณ ไปอยู่ได้ตามใจ ถ้ามันมีอะไรเกิดขึ้นละก้อมาบอกฉันนะ นี่เป็นคำสั่งของท่านด้วยความเมตตา

                    เมื่อท่านอนุญาตแล้ว คืนวันนั้นประมาณ 1 ทุ่ม ใช้ศัพท์แบบนี้เถอะนะมันง่ายดี   ก็ห่มจีวรพาดสังฆาฏิ เตรียมเครื่องอุปกรณ์พร้อม ขึ้นไปนอนข้างบน ในระยะต้นก็บูชาพระสวดมนต์เสร็จ แล้วก็หยิบหนังสือพระวินัยบัญญัติมาอ่าน  เพื่อซักซ้อมความเข้าใจเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ปรากฏว่าที่กุฏิอีกหลังหนึ่งซึ่งไม่มีพระนอน มีเสียงคนคุยกันจะเปรียบเทียบเสียงนี่ต้องบอกว่า  หลายสิบหรือถึง 100 คน เสียงคุยเพรียกไปหมด  ฟังไม่ได้ศัพท์ เป็นเสียงของผู้ชาย ก็หยิบเอาไฟฉายลุกออกไป  เพราะกุฏิมันใกล้กันฟังชัดฟังถนัด พูดเสียงดังจนหนวกหู เข้าไปถึงก็ปรากฏว่า  กุฏิหลังนั้นใส่กุญแจ ไปดูรอบๆ ก็เห็นใส่กลอนหมด ไขกุญแจเข้าไปก็ไม่มีอะไร นอกจากขี้นกที่มันเปื้อนพื้น ทีนี้ตรวจดูแล้วว่าไม่มีใครแน่  ก็กลับมานอนใหม่ พอหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านก็ปรากฏว่า มีเสียงคนคุยกัน ก็เลยเข้าใจว่านี่เป็นเสียงผีแน่ พอทราบว่าเป็นเสียงผีก็เลยไม่สนใจ คิดว่าแกอยากจะคุยก็เชิญคุยไปตามอัธยาศัย เมื่อผีจะคุยไม่ใช่เรื่องของคนที่จะไปยุ่งกับผี ก็เลยนั่งอ่านหนังสือไปตามอัธยาศัยจนถึงเวลา 4 ทุ่ม เมื่อถึงเวลา 4 ทุ่ม ก็เจริญพระกรรมฐาน 1 ชั่วโมง แกก็คุยของแกอยู่ยังงั้น เมื่อถึง 5 ทุ่มก็นอน นอนภาวนาหลับไปก็เสียงผีคุยอยู่ยังงั้นแหละ  จนกระทั่งหลับ แกเลิกคุยกันเมื่อไรก็ไม่ทราบ

                    ทีนี้เวลาเจริญพระกรรมฐานมีอีกเวลาหนึ่งคือตี 2 ถึงเวลา 2 นาฬิกาก็เริ่มเจริญพระกรรมฐาน ทีนี้ตั้งนาฬิกาไว้ 1 นาฬิกาครึ่ง 1 นาฬิกา 30 นาที เมื่อนาฬิกาปลุกก็ตื่นขึ้นแล้วเปิดหน้าต่างออก  ล้างหน้า คราวนี้เอาละซี แปลกแล้วพ่อเจ้าประคุณก็คุยกันไม่มีเสียง ไม่มีเสียงคุยไม่ทราบว่าแกไปไหนหมด แต่ว่าพอเปิดหน้าต่างออกมา เดือนหงาย รอบๆ กุฏิหลังนั้นเป็นดาดฟ้าคอนกรีต พ่อเจ้าประคุณผีพวกนั้นโดดกันโหยงเหยงๆ ตึงตังโครมคราม เต็มชานไปหมด คือว่าชานคอนกรีตน่ะเต็ม ก็ยืนมองดูว่า  เอนี่แกมันโดดกันทำไม   มองไปมองมาเห็นทุกคนไม่มีหัว มีแต่ตัว หมายความว่ามีขามีตัว หาหัวไม่ได้ ก็เลยนึกแปลกใจว่าเอ๊ะไอ้เจ้าผีไม่มีหัวนี่มาโดดอีกแล้ว เคยพบมาที่วัดเรไรทีหนึ่งแล้วก็ไม่มีหัว แต่ว่าเจ้าพวกนี้ก็ไม่มีหัว มาโดดให้ดูอีกแล้ว ก็ไม่ได้มีความรู้สึกกลัวอะไร เพราะว่าในเมื่อโดดก็ไปโดดไป ผีนี่ เคยพบเจ้าด้วนมาแล้วก็ไม่เคยหวาดกลัว เพราะว่าเจ้าด้วนเป็นเพื่อนที่ดี แต่ว่าเจ้าผีพวกนี้มันจะเป็นเพื่อนหรือไม่เป็นเพื่อนไม่ทราบ ตามใจมัน เมื่อมันโดดกันไปก็ดูมันโดด พอล้างหน้าเสร็จเช็ดหน้าดีแล้วก็ทำวัตรสวดมนต์ อุทิศส่วนกุศลให้มัน  ก็ไม่เลิกโดด พอถึงเวลาจวน 2 นาฬิกา อีก 5 นาทีจะถึงเวลา 2 นาฬิกา ก็เข้าเจริญพระกรรมฐาน คราวนี้พ่อเจ้าประคุณเข้ามาโดดในกุฏิ ก็ปล่อยมัน ใจดีสบายไม่รู้สึกกลัว เมื่อถึงเวลา 3 นาฬิกา เลิก ขอโทษ 4 น. ตอนนี้ทำเวลา 2 ชั่วโมง 4 น. เลิก พวกพ่อเจ้าประคุณก็ออกไปโดดอยู่ข้างนอก พอลืมตามาแกก็หนีไปโดดข้างนอก ก็ปล่อยแก เพราะไม่มีความรู้สึกกลัว เพราะคิดว่าไอ้การโดด ผีอยากจะโดดก็โดดไป คนไม่เกี่ยว เมื่อเลิกแล้ว  ก็หยิบหนังสือพระ วินัยขึ้นอ่านเป็นการซักซ้อมความเข้าใจ ตอนนี้ขนาดที่อ่านหนังสือรู้สึกว่าเพลีย เห็นจะเป็นเพราะอำนาจของผี ก็เลยเอาหนังสือวาง ตะเกียงก็ยังไม่ได้ดับ เอนกายลงนอนชักผ้าห่มขึ้นห่ม พอผ้าห่มถึงอกก็ปรากฏว่า  เจ้าผีคนหนึ่งกระโดดขึ้นมาพร้อมกับผ้าห่ม ขึ้นนั่งทับหน้าอกทันทีแล้วมันทำท่าจะเอามือบีบคอ ตานี้เจ้าผีคนนี้รูปร่างของมันเป็นยังงี้ จะเล่าให้ฟัง มีหัวนุ่งผ้าลอยชายเป็นผ้าขาวแต่รู้สึกว่าไม่ขาวแล้ว เก่ามาก แล้วผ้าอีกผืนหนึ่งห้อยคอ มีผมรุงรัง หน้าเสี้ยม ๆ รูปร่างไม่โตนัก ลักษณะท่าทางบอกว่าเป็นแขก พอมันโดดขึ้นมาทับอก แล้วมันก็จะเอามือบีบคอ   นี่ผู้พูดเวลาจะไปอยู่ก็ไม่ไว้ใจอยู่แล้ว   คิดว่าหลังนี้คงจะมีผีดุ หลวงพ่อปานจึงได้คัดค้าน จึงได้นำเอาหวายสำหรับตีผีไปด้วย วางไว้ติดกับหูเลยพิงไว้ข้างขวา แล้วก็ติดกับหู เห็นว่าเอามือเข้ามาจะจับคอบีบ  ก็เลยจะเอาหวายไปตีมัน มันก็เอาแขนซ้ายกดแขนขวาของผู้พูดไว้ห้ามมิให้หยิบ  ก็เลยเอามือซ้ายหยิบอีก  มันก็เลยเอามือขวากดอีก  เป็นอันว่าทำอะไรกันไม่ได้ ถ้ามันปล่อยเมื่อไร ผู้พูดก็จะตีเมื่อนั้น  ตานี้เมื่อมันไม่ปล่อยมันก็ได้แต่นั่งทับ มันนั่งทับอยู่นานก็ทำท่าจะอึดอัด ก็เลยนึกถึงคาถาไล่ผีขึ้นมาได้  ที่บรรดาครูบาอาจารย์ต่าง ๆ แต่ไม่ใช่หลวงพ่อปานสอนให้ คาถาบทนี้ขับผีดี  คาถาบทนั้นขับผีดี   ก็เลยเอามาว่าเพื่อจะขับมัน  เป่ามันให้มันหนีมันกลัว   คาถาบทหนึ่งพอว่าไปจบแล้วก็เป่า   มันก็ยิ้มแสยะบอกว่าคาถาบทนี้กูไม่กลัววะ   ก็เลยว่าคาถาอีกบทหนึ่งจะเป่ามันอีก   พอว่าไปจบมันก็ยิ้มใหม่ บอกว่าเอ๊ะ คาถาบทนี้มึงได้ครึ่งเดียวนี่หว่า   คาถาบทนี้มันมีอีกครึ่งหนึ่ง มันก็เลยว่าต่อให้จบ มันว่าตั้งแต่ต้นจนถึงตรงที่ผู้พูดว่าไปจบแล้วมันก็ว่าต่อไปอีกครึ่งหนึ่งจนจบ มันก็เลยบอกว่าคาถาบทนี้เต็มบทเขาว่ายังงี้   นี่เอ็งได้ครึ่งเดียวนี่หว่า  นั่นกลายเป็นโดนผีสอนให้ว่าคาถาขับผีไป   แล้วก็เป็นอันว่ามันไม่กลัวคาถาขับผี   อีตอนนี้หมดท่า   มานอนนึกไอ้เจ้านั่นมันก็เอา 2 มือกดแขนไว้ ไปมันก็ไม่ไป  แต่ว่ามันจะทำอะไรยิ่งกว่านั้นมันก็ทำไม่ได้ ก็เลยบอกนึกในใจว่า  ถ้ามันนั่งทับอยู่แบบนี้เราก็แย่เหมือนกัน   ก็คิดไปคิดมาว่าจะจัดการกะมันยังไง มันก็มองหน้าก็เลยนึกมาในใจว่า  ขึ้นชื่อว่าความดี หรือ ความวิเศษสุด อำนาจมากที่สุดกว่าใครทั้งหมดก็คือ  พระพุทธเจ้า  แม้แต่เทวดาและพรหมซึ่งมีอำนาจยิ่งกว่า ผีก็ยังมีความเคารพในพระพุทธเจ้า แสดงว่าพระพุทธเจ้ามีอานุภาพมากกว่าเทวดาและพรหม  ผีเพียงเท่านี้นี่มันมีศักดิ์ศรีไม่เท่าเทวดา   แล้วมันจะเก่งกล้าเกินพระพุทธเจ้าไดยังไง   เมื่อนึกขึ้นมาในใจแบบนี้  ก็คิดถึงบารมีพระพุทธเจ้า แล้วก็ภาวนา  พุทโธ พอนึกว่าพุทโธแล้วก็เป่ามัน มันก็หกคะเมนตึงนอนหงายลงกับพื้น แล้ววิ่งหนีไปทันที เป็นอันทราบชัดว่า คาถาขับผีไม่มี อะไรดีกว่า พุทโธ

                    นี่ท่านผู้ฟัง   ถ้าฟังแล้วก็ลองคิดด้วยนะ ที่พูดมานี้ก็ไม่ได้พูดให้ใครเชื่อเหมือนกัน เพราะว่าเล่าให้ฟังตามที่พบเห็นมาเอง ทีนี้เมื่อเจ้านั่นไปแล้วก็เกิดอาการเพลีย เพลียมากขึ้นก็นอนใกล้จะหลับ พอจะหลับอีตอนนั้นเผลอ มีเจ้าผีตัวหนึ่งรูปร่างอ้วนๆ ดำ ๆ เป็นลักษณะของแขกชัด ๆ โดดเข้ามาทางหน้าต่างด้านหัวนอน มันเอามือจับคอ พอมือจับคอก็เลยหันหน้าไปจะเป่ามันอีก พอดีไม่ทันเป่ามันก็หนีไปก่อน แต่ทว่าอาการจับคอของมันนี่ซี ท่านผู้ฟัง เดือดร้อนเหลือเกิน เพราะอะไร เพราะว่าพอจับแล้วรู้สึกเจ็บไปทั้งตัว วันนั้นออกเดินบิณฑบาตไม่ได้ ก็เป็นเวลาเช้าตรู่ ประมาณ 6 โมงเช้าพอดี หรือว่าใกล้ ๆ กัน จะว่าพอดีเป๊งมันก็ไม่ได้ เป็นเวลาที่พระจะบิณฑบาต แล้วก็ตามปกติหลวงพ่อปานถ้ายังไม่ถึง 7 โมงเช้าท่านก็ไม่ออกมานอกกุฏิ แต่วันนั้นท่านเรียกอาจารย์เจิมตั้งแต่เวลา 6 โมง บอกให้เปิดประตู อาจารย์เจิมซึ่งเป็นพระนอนอยู่กับท่านกุฏิเดียวกันบอกว่า เวลานี้ 6 โมงขอรับยังไม่ถึง 7 โมง ท่านก็บอกว่า เปิดเถอะ เดี๋ยวเจ้าตัวดีมันจะมา เมื่อคืนนี้มันต่อสู้กับผีมาครึ่งคืน ประเดี๋ยวมันมา วันนี้ มันไปบิณฑบาตไม่ได้ มันเสียท่าผี อาจารย์เจิมก็เปิดประตู หลวงพ่อมานั่งอยู่หน้ากุฏิตรงที่รับแขก เรียกว่า รับแขกย่อย หรือว่ารับแขกพระ สำหรับผู้พูดเองเมื่อเจ้าผีตัวนั้นไปแล้ว เวลาสาง ๆ เดินไปบิณฑบาตไม่ได้นี่ ก็ไปหาหลวงพ่อ ให้ท่านช่วยแก้ไขอาการปวดตามร่างกาย เวลาเดินไปรู้สึกว่าซ่องแซ่งเต็มที มันปวดไปหมดทั้งตัว พอไปถึงหน้ากุฏิท่าน ท่านยกมือขึ้นป้อง ท่านถามว่า ยังไง พ่อตัวดีเมื่อคืนนี้รบกันใหญ่รึ นี่ท่านนอนอยู่กุฏิของท่าน ทำไมท่านทราบ ก็เลยกราบลงไปบอกว่า รบกันใหญ่ขอรับ ท่านก็เลยบอกว่า  ฉันบอกแล้วยังไงล่ะ ว่าไอ้กุฏิหลังนั้นน่ะ มันมีความร้ายแรงยิ่งกว่าป่าช้า เธออยู่ในป่าช้าน่ะดีแล้ว ไม่มีอันตราย ก็เลยกราบเรียนท่านว่า  กระผมเห็นว่าเป็นที่เงียบสงัดดี แล้วก็ใกล้กับเพื่อนจะไปจะมาก็สะดวก ก็เลยเอาเป็นที่อาศัย แต่ไม่ทราบว่าจะมีความร้ายแรงอย่างนี้ ท่านก็เลยถามว่า  เป็นยังไงบ้าง ก็เลยบอกว่า กราบเรียนท่านว่า มันปวดทั้งตัวขอรับ ท่านก็บอกว่า เอ้า ก้มหัวมา ก็เลยก้มศีรษะเขาไป  เมื่อก้มเข้าไปแล้วท่านเอามือจับศีรษะแล้วก็เป่า 3 ครั้ง  อาการเจ็บปวดทั้งหมดปรากฏว่าหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
                    นี่ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ ต่อมาท่านก็ถามว่า จะไปอีกไหมล่ะ จะไปอยู่อีกไหม ก็บอกว่า ไปขอรับ ท่านถามว่า  ไม่เข็ดรึ มันยังไม่เลิกนะ มันมาบอกฉันว่าจะอาละวาดตลอดเวลา 3 เดือน ภายในพรรษานี้ ความจริงวันที่ไปนั้นตรงกับวันเข้าพรรษาพอดี เมื่อท่านบอกยังงั้นก็เลยบอกว่า  ดีแล้วนี่ขอรับ เขาบอกว่าเขาจะอาละวาด ผมก็อยากจะใช้ความอดทนต่อสู้กับความยากลำบากเพื่อรักษากำลังจิต เพราะว่าเวลาจะตายก็ทราบไม่ได้ว่า จะมีอาการตายแบบไหน เวลาจะตายถ้ามีใครกวนแบบนี้ ถ้าไม่ทดสอบกันก่อน สติสัมปชัญญะก็จะไม่ดี จะเกิดความหวาดหวั่น เมื่อเกิดความหวาดหวั่นขึ้นแล้ว ก็จะคุมอารมณ์ไว้ไม่ได้ อารมณ์ที่จะรักษากุศลจิตก็จะไม่เกิด ดีไม่ดีก็จะไปอบายภูมิ ท่านก็ยิ้ม ก็เลยบอกว่า  ตามใจแก ตามใจ เมื่อตัดสินใจได้ยังงั้นก็ดี ตามใจเถอะ ไม่ว่าอะไร แต่ก็อย่าลืมนะ เขาบอกว่าเขาจะจัดการกับแก 90 วันใน 3 เดือนนี่ เขาจะไม่ยอมลด ก็เลยกราบเรียนท่านว่า ตามใจเขา นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็ปรากฏว่า  พ่อเจ้าประคุณแสดงเดชทุกวัน ไอ้การแสดงเดชตอนหลังนี่ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่หนัก เบากว่านั้นมาก เพราะเข้าไม่ถึงตัว ก็ไม่อยากจะพูดให้ฟัง พูดให้ฟังก็รู้สึกว่ายังงั้นแหละรสมันต่ำไป แล้วมากระทั่งปลายพรรษา จวนจะออกพรรษา แม้แต่พระเพื่อน ๆ จะขึ้นไปคุยก็ไม่ได้ บางคราวแกไม่แสดงให้ผู้พูดเห็น แต่ว่าแสดงให้พระอื่นเห็น มีหลายครั้ง มีพระขึ้นไปนอนบนเตียง แกมายืนส่องหน้า พระบอกว่าหน้าใหญ่เหมือนกระด้ง พระพวกนั้นโดดลงมาทนไม่ไหว อีกคราวหนึ่งพระมานอนด้วย ก็ปรากฏว่ามีตุ๊กแกตัวหนึ่ง  วิ่งเข้าไปในสบงของแก นั่งกันอยู่ 3 องค์ เห็นวิ่งนูนตามลำขา ทีนี้ทุกองค์พ็พยายามช่วยกันจับตุ๊กแก ตุ๊กแกนี่พ่อไล่ไปไล่มาก็หล่นลงมาที่เสื่อ หล่นมาที่เสื่อทั้ง ๆ ที่ตะเกียงสว่าง ๆ หน้าต่างก็ปิด ตุ๊กแกนี่วิ่งไปทางไหนไม่ได้ นอกจากว่าจะขึ้นฝา ก็ไม่มี พอหล่นลงไปแล้ว ปรากฏว่าพ่อเจ้าประคุณตุ๊กแกลงไปอยู่ใต้เสื่อวิ่งนูนไปนูนมา ก็ช่วยกันกดเสื่อไว้แล้วตะปบให้เข้ามาใกล้ ในที่สุดก็หาตุ๊กแกไม่ได้ พระพวกนั้นก็เป็นอันว่าไม่อยากขึ้นไปอีก

                    ในเมื่อเวลาออกพรรษาแล้ว วันหนึ่งตื่นขึ้นมาเวลาตี 4 ได้ยินเสียงคนคุยกันที่หน้าประตู เป็นเสียงผู้ชาย เสียงใหญ่มาก เสียงคนหนึ่งเขาว่า เฮ้ย นี่มันตี 4 แล้วเว้ย กูจะหลับละนะ แล้วเสียงอีกคนก็บอกว่า  กูจะหลับเหมือนกันว่ะ แต่ว่าพระเพื่อนกูนี่ยังไง วันนี้ตื่นสายไปนี่ เขาเคยลุกตี 2 นะ นี่ตี 4 แล้วทำไมถึงยังไม่ตื่น ความจริงน่ะตื่นแล้ว พึ่งตื่นเวลานั้นแหละ เขาก็บอกว่า เอ้าไปก็ไป เดี๋ยวกูจะปลุกพระเพื่อนกูก่อน แล้วเขาก็ทุบประตูปังๆ ๆ เรียก เพื่อนๆ ลุกเถอะ นี่มันตี 4 แล้วนะ ไม่ใช่ตี 2 ลุกเถอะ เจริญกรรมฐาน ประเดี๋ยวมันจะสว่างเสีย พอได้ยินเสียง บันไดมันอยู่อีกแถบหนึ่ง เลยคว้าไฟฉาย มายืนดักที่บันได คอยฉายดูใครเป็นคนเรียก ทางมันมีทางลงทางเดียว พอฉายไฟฉายกราดอยู่ข้างบนเสียงที่ศาลาดังตึง ก็ทราบว่าเขาลงไปข้างล่างแล้ว เลยวิ่งตามลงไปเอาไฟฉาย ๆ กราด เสียงหัวเราะดังลั่น เขาว่ายังไงทราบไหม เขาบอกว่า เอาไฟมาฉายผีมันจะเห็นได้ยังไงพ่อคุณ เสียงหัวเราะก๊ากๆ ๆ ๆ แล้วก็หายไป
                    นี่เป็นอันว่าเรื่องผีแขก   หมดยุคกันตอนนี้นะ ตอนหลังสุด ตอนจะออกพรรษาแล้วแทนที่ว่า  จะเป็นศัตรูกลับเป็นมิตร แต่ว่าในกาลบางคราวถ้ามีความต้องการจะตื่นเวลาไหน หรือว่าใครเขาจะไปจะมา สั่งเขาว่าถ้าใครจะไปละก็บอกให้รู้ด้วยนะ ถ้าต้องการไปเวลาไหนละก็สั่งเขาไว้ เขาก็จะปลุกตามเวลานั้น ถ้าถึงเวลาแกจะมายืนอยู่ปลายเตียง ตรงปลายเตียงแล้วก็ปลุกว่าเพื่อนๆ ถึงเวลาแล้ว เท่านั้นเท่านี้แล้ว หรือว่าเวลาแขกไปใครมาแกจะบอกว่าตี 2 หรือตี 4 เวลาตื่นใหม่ ๆ แกจะบอกว่าตอนเช้าวันนี้จะมีคนนั้นมา จะมีคนมาหาจะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็ตาม จะเป็นพระ ฆราวาสก็ตาม แกจะคอยบอกข่าว

                    แล้วมีอยู่คราวหนึ่งหลวงพ่อปานสร้างเขื่อนหน้าวัดตอนนั้น หลวงพ่อปานท่านเอาซุงไม้สักมาจอดไว้แพหนึ่ง ก็เกรงว่าพวกขโมยขี้ยาจะมาลักซุงไปขาย ก็เลยให้พระอยู่ยาม แต่ความจริงหลวงพ่อปานไม่ได้สั่งอยู่ยาม   มติของท่านมีแปลกอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าใครขโมยของสงฆ์ไปละก็ลงนรก แล้วท่านก็ซื้อให้ใหม่ เป็นการชำระหนี้สงฆ์ ท่านบอกว่าเราได้ทำบุญ 2 หน แต่ความจริงท่านขี้คร้านที่จะใช้พระ คือว่าพระน่ะตอนกลางวัดเห็นเหนื่อยมามากแล้ว ตานี้เมื่อเขาอยากขโมยก็เป็นเรื่องของเขา สำหรับอาจารย์เจิมไม่ยังงั้นเห็นว่าหลวงพ่อไม่สั่งก็สั่งงานเสียเอง ผลัดเปลี่ยนกันอยู่ยามรักษาซุง อีกวันหนึ่งก็เป็นเวรของผู้พูด มีด้วยกัน 2 องค์ คือเวรละ 2 องค์ เป็นเวรของผู้พูด พระทุกองค์เวลาจะเขาจะเฝ้าเขาก็ไปเดิน  หรือไปนั่งอยู่หน้าเขื่อนหน้าท่า เพราะเห็นซุงได้ถนัด อยู่กันคนละ 3 ชั่วโมง 3 ชั่วโมงต่อ 2 องค์
                    ตานี้วันนั้นเป็นเวลาประมาณตี 2 เป็นเวรของผู้พูด ผู้พูดเองก็ไม่ไปอยู่ละ นอนเสีย แล้วก็สั่งเพื่อน เพื่อนผีนั่นแหละ บอกว่าเพื่อนนี่ถ้าขโมยมันจะมาลักซุงละก็ แกปลุกฉันด้วยนะ ฉันจะนอน ทีนี้เมื่อนอนลงไปแล้ว เวลาใกล้จะสว่างเห็นจะเป็นเวลาตี 3 แกมายืนอยู่ที่ปลายเท้า เอามือกระตุกหัวนิ้วเท้า แล้วบอกว่า นี่ขโมยมันจะมาลักซุง ก็เลยลืมตาขึ้นมา ถามว่าเวลานี้มันอยู่ที่ไหน แกก็บอกว่ามันนั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ใต้ต้นสะตือ แล้วก็สังเกตดูให้ดีนะ ลงไปแล้วก็ไปหมอบแอบเสีย มันจะใช้ชะวาคลุมศีรษะแล้วก็ว่ายข้ามมาที่ซุง ให้สังเกตผักชะวา ผักชะวาตามธรรมดามันจะลอยตามกระแสน้ำ มันจะลอยไปตามกระแสน้ำ แต่ไอ้ผักชะวาที่ขโมยมันจะมาน่ะ เป็นกลุ่มโต มันจะลอยเฉียงๆ จากฝั่งโน้นเข้ามาฝั่งนี้ อันนั้นแหละขโมยมันใช้เป็นเครื่องป้องกันตัวมัน ถามว่ามันจะเอามากไหม เขาบอกว่ามันต้องการซุงท่อนเดียว จะตัดปล่อยให้มันลอยไปตามกระแสน้ำ แล้วมันจะไปเก็บเอาท้ายน้ำโน่น เมื่อบอกแบบนั้น ทราบแล้วก็ชวนพระเพื่อนกันไปหมอบคอยทีอยู่ หาอิฐที่หักครึ่งหนึ่งเอาไปกองไว้ข้างตัว ได้ไว้คนละ 4 - 5 ก้อน ไปคอยอยู่ประมาณ 10 นาที ก็ปรากฏว่ามีผักชะวาลอยมาเฉียงมาจริงๆ ลอยเฉียงมา พอเข้ามาใกล้จวนจะถึงซุงมันก็เป็นระยะที่ขว้างได้ดีมาก ก็เอาอิฐขว้างลงไป จะขว้างให้ถูกก็เกรงว่ามันจะจมน้ำตาย ก็เลยกระซิบกับเพื่อนว่าอย่าขว้างให้ถูกเลย เอาแต่เพียงเฉียดๆ ให้มันตกใจคิดว่ามีคนเฝ้าอยู่มันจะได้หนีไปก็แล้วกัน เมื่อตกลงแบบนั้นเพื่อนก็ขว้างอิฐลงไปใกล้ ๆ พอขว้างไปแล้วก็ปรากฏว่ามันดำลงไป ไปโผล่เอากลางแม่น้ำ ผักก็ลอยไปตามกระแสน้ำไม่ลอยเฉียง เมื่อมันว่ายไปถึงชายหาดฝั่งตรงกันข้ามก็เดินได้

                    ไอ้เจ้านั่นปากไม่ดีร้องด่ามา ว่าไอ้.......แม่ เอาอิฐขว้างได้นี่หว่า ถ้ามึงเก่งจริงข้ามมาฝั่งนี้ซีโว้ย นี่แกคิดว่าข้ามไปไม่ได้แล้วทำอะไรแกไม่ได้  ความจริงแม่น้ำหน้าวัดบางนมโคไม่กว้างนัก  ขว้างอิฐถึงสบายๆ เพราะเคยซ้อมขว้าง  เพื่อนก็เลยคว้าอิฐขว้างปั๊บลงไปให้โดนกลางหลังพอดี พ่อเจ้าประคุณวิ่งซวนไปเกือบจะล้ม ผู้พูดเห็นว่าแกจะล้มไม่สบายก็เลยขว้างไปอีกก้อนหนึ่ง ซ้ำเข้าข้างสีข้างด้านขวา อีคราวนี้ได้ผล แกวิ่งถลาไปนอนฟุบอยู่บนหาดทราย จะขว้างอีกสักทีก็เกรงว่าศีรษะจะแตก จะมีโทษใหญ่ จึงได้เอาเรือข้ามไปแล้วก็จับเอามา หามเอาขึ้นมาบนวัด เอามามัดไว้ที่ศาลาหน้าวัด พอตอนเช้าก็รายงานให้หลวงพ่อปานทราบ กำนันผู้ใหญ่บ้านก็มา ไปตามตำรวจนายอำเภอมา มาสอบสวนแก แกก็สารภาพว่าแกจะมาลักซุง เมื่อหลวงพ่อปานถามว่าจะลักซุงไปทำไม แกบอกว่าจะไปขาย ถามว่าขายไปทำไม ตอบว่าขายซื้อยาฝิ่นสูบ หลวงพ่อปานก็ว่า เอ๊อ อย่าไปลงโทษมันเลย มันขโมยเพราะหิว แต่ว่าทีหลังเอ็งอย่าขโมยต่อไปอีกนะ เอาสตางค์นี่ไป 10 บาท ฉันให้แกไป 10 บาท เอาไปซื้อยาฝิ่นสูบ แต่ฉันให้คราวเดียวเท่านี้นะ แกอย่ามาขออีกฉันไม่ให้ละ นี่ฉันเห็นใจแกนะว่าแกลงทุนหนาวแล้วก็ยอมเจ็บตัว แต่ว่าแกไม่ดีอยู่อย่างไอ้ด่าพระเขาเข้านี่ พระผู้นี้น่ะ ไม่ใช่ฉันนะ เพราะเขายังหนุ่มอยู่ อารมณ์ความเป็นฆราวาสยังฝังอยู่มาก ดีนาเขาไม่ขว้างแกอีตอนที่แกมาใกล้ซุง ขว้างถูกหัวแก แกก็จมน้ำตาย นี่ควรจะขอขมาเขา เจ้านั่นรู้สึกตัวแล้วกล่าวคำขอขมา มันจะขอขมาด้วยความจริงใจหรือไม่จริงใจก็ไม่ทราบ นี่เป็นอานุภาพของผีแขกที่ประกาศตนเป็นศัตรูแล้วกลายมาเป็นมิตรนะ แต่เรื่องราวของแกยังมีมากกว่านี้อีกมาก เล่าให้ฟังแค่นี้ก็แล้วกัน ประเดี๋ยวจะเบื่อเสีย เป็นอันว่าผู้พูดนี้เชื่อว่าผีมีจริง
                    ทีนี้นอกจาผีแขกแล้ว ผีที่อาละวาดที่วัดบางนมโคน่ะ ความจริงมีหลายผี เคยพบมามาก ก็มีผีเจ้าอ้วนอีกตัวหนึ่ง ไอ้เจ้าคนนี้มันเป็นเจ๊ก ไม่ทราบว่าชื่ออะไร เพราะป่วยมาจากกรุงเทพฯ ตัวทั้งอ้วนทั้งใหญ่ทั้งสูง มารักษาตัวไม่กี่วัน เวลาเขานำมาหลวงพ่อปานก็บอกว่าคนนี้รักษาไม่ไหวถึงวาระเสียแล้ว แกมาอยู่ได้ไม่กี่วันแกก็ตาย เจ้าอ้วนนี่เป็นผีดี ตามธรรมดาถ้าพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบละก็เจ้าอ้วนไม่เคยแผลงฤทธิ์แผลงเดช แล้วมาตอนหนึ่งตอนที่หลวงพ่อปานไม่อยู่ ไปก่อสร้างเสียที่เขาวงพระจันทร์ ไปคุมที่เขาวงพระจันทร์ประมาณ 2 เดือน ระยะนั้นพระผู้ใหญ่ไม่อยู่ หลวงพ่อเล็กรองลงมาก็ไม่อยู่ ไปด้วยกัน และอาจารย์ฉัตร์ที่มีอาวุโสมาก ทางพระกรรมฐานเก่งมากพอคุ้มครองได้ก็ไม่อยู่ อาจารย์เจิมก็ไม่อยู่ ก็เหลือแต่พระประเภทอาตมานั่นแหละ ประเภทคนพูดนะเหลือแต่พระประเภทอะไรดีล่ะ เอายังงี้ก็แล้วกัน ครึ่งพระครึ่งคน ถือว่ามีพระเป็นส่วนพวกที่อยู่นั่นก็มีสภาพเท่ากัน ศักดิ์ศรีมันเท่ากัน แต่พระลูกวัดเล็ก ๆ แกก็ตลกคะนองของแกไปตามเรื่อง คุยเฮ คุยฮาไปตามจังหวะ ประเภทแมวไม่อยู่หนูคะนอง นี่เป็นเรื่องธรรมดานะ ก็เอาคนมาทำพระนี่ ก็เป็นยังงั้นแหละ เป็นอย่างนี้อยู่หลายวัน แต่สำหรับผู้พูดนี่ไม่ชอบคุยกับพวกนั้น กับเพื่อนอีก 3 - 4 องค์ชอบสงัด ก็หลบเข้าไปอยู่ในป่าบ้างไปนั่งเล่นกันที่ศาลาบ้าง ศาลาท่าน้ำบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพย์สินที่หลวงพ่อปานทิ้งไว้ กลางบริเวณหน้าวัด ทั้งเหล็ก ทั้งเครื่องมือ ทั้งไม้ ทั้งหน้าวัดซุงก็มีอยู่มาก ก็มีความห่วงใย

                    วันหนึ่งเพื่อนสองคนยังอยู่ในป่าช้า แล้วผู้พูดก็มานั่งเล่นที่ชิงช้าเด็ก เด็กนักเรียนเขามีชิงช้าให้เล่น ก็มานั่งอยู่ชิงช้า เดือนหงาย ความประสงค์ก็จะมานั่งคุมของอยู่กลางลานวัดเพราะมีคนผ่านไปผ่านมา ก็มีนักเลงลักขโมยคนหนึ่งชื่อเจ้าอะไร นึกชื่อไม่ออก ดูเหมือนว่าจะเป็นเจ้าพุ่ม เดินมาก็ถามว่าเฝ้าของรึ ก็ตอบว่าไม่ได้เฝ้าหรอก แต่ยังไม่หลับก็มานั่งเล่น เขาก็เลยบอกว่าไม่ต้องเฝ้าหรอกขอรับ ถามว่าทำไมเล่า บอกว่าผมสั่งพวกขโมยไว้หมดแล้วว่าของที่วัดบางนมโคนี่กรุณาอย่าลักอย่าขโมย เพราะตัวเขาเองอยู่ตำบลนั้น ถ้าใครจะลักจะขโมยละก็ ให้ฆ่าเขาให้ตายเสียก่อน มิฉะนั้นแล้ว ถ้าใครลักใครขโมยของวัดบางนมโคเขาจะนำตำรวจไปจับ เขารับรอง ก็เลยบอกว่าขอบใจพี่พุ่ม ดีแล้วช่วยกันรักษาทรัพย์สินของเรา เขาบอกว่าใช่ขอรับ มันจะลักมันจะขโมยที่ไหนน่ะ ผมไม่ว่าหรอก แต่ว่าของหลวงพ่อและของท่านใหญ่นี่น่ะไม่ควรจะลัก ท่านมีคุณมาก ก็เลยถามว่าพี่พุ่มเองน่ะอยากขโมยบ้างหรือเปล่าล่ะ เขาบอกว่าถ้าผมอยากขโมยล่ะก็ได้ทุกวันแหละที่วัดนี้ แต่ความจริงผมขอร้องเขาหมดแล้ว นิมนต์ท่านไปจำวัดได้ ก็เลยบอกนายพุ่มบอกว่า นี่ ฉันยังไม่ง่วง ฉันก็นั่งเล่นของฉัน นายพุ่มแกก็เลยนั่งคุยด้วยครู่หนึ่ง แล้วแกก็ไปธุระของแก
                    ขณะที่คุยกับนายพุ่มอยู่นั่น บนกุฏิเสียงคุยกันเอะอะโวยวาย ปรากฏว่าพระต้มน้ำร้อนกินกัน แล้วก็เคี่ยวน้ำตาลกินกัน เมื่อนายพุ่มลาไปแล้วแกก็ยังคุยกันฮาๆ ๆ ก็นึกในใจว่าพระพวกนี้นะ บวชเข้ามาแล้วไม่ทำตนให้เป็นสมณะสารูป ไม่คิดเลยว่าตัวเป็นปูชนียบุคคล นี่ แมวไม่อยู่ หลวงพ่อไม่อยู่เสียหน่อยเดียว ทำตัวเป็นคนชั้นเลวไปได้ ชาวบ้านเขาได้ยินเข้าคงจะเสียดายข้าวมาก เพราะว่าคนประเภทนี้ ถ้าเป็นฆราวาสชาวบ้านเขาก็ไม่เลี้ยง นี่เป็นพระ นี่ เขาคงจะเห็นแก่ผ้าเหลือง เขาจึงได้ใส่บาตรให้กิน มิฉะนั้นเขาก็เห็นแก่ความดีของหลวงพ่อปาน หรือว่าหลวงพ่อเล็ก หรืออาจารย์ฉัตร เขาจึงได้ใส่บาตรให้กิน นั่งนึกในใจอยู่อย่างนั้น พระก็ยังฮา ๆ ๆ กันอยู่บนกุฏิ รู้สึกว่าสับสิบองค์กว่า ๆ ขณะเดียวกันกับที่คิดไม่พอใจพระอยู่นั่นแหละ เจ้าอ้วนแกก็เดินมา จำแกได้เพราะเดือนหงายจัด และก่อนที่แกจะตาย แกมาป่วยก็เคยไปเยี่ยมแก ไปถามอาการไข้ เอายาไปให้ เอาอาหารไปให้ แกเดินเข้ามาใกล้แกก็ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เลยหันไปถามว่าอ้วน มาทำไมล่ะ แกก็เลยบอกว่า ท่านนั่งอยู่ที่นี่หรือขอรับ ตอบใช่ ก็เลยถามว่าใครฮากันอยู่บนกุฏิ ตอบไม่รู้ซิ ก็พวกพระนั่นแหละ อ้วนจะทำไมล่ะ เขาก็ยกมือไหว้บอกว่า ท่านสององค์อยู่ในป่าช้าขอรับ เงียบสงัดดีเหลือเกิน แล้วท่านกับอยู่นี่ ไม่เฮไม่ฮา แต่พระพวกนั้นเลวจริง ๆ เดี๋ยวผมจะจัดการปราบให้ ก็เลยถามว่า อ้วน จะทำอะไรเขา อย่าไปหลอกให้เขาตกใจนะ ดีไม่ดีหลวงพ่อไม่อยู่รักษาไม่หาย เกิดตายขึ้นมาจะยุ่ง เขาเลยบอกว่าไม่ถึงยังงั้นหรอกขอรับ ผมเอาแต่พอหวาด ๆ ให้เลิกฮากันได้เท่านั้นแหละขอรับ ผมจะช่วยปราม ในเมื่อท่านปราบไม่ได้ผมจะปราบเอง ก็เลยบอกว่าคนมันรุ่นเดียวกันไปว่าเขาได้ยังไง ว่าเขาไม่ได้หรอก เขาก็อาสาว่า ท่านนั่งอยู่ที่นี่แหละครับ ผมขึ้นไปเดี๋ยวเดียวเงียบ เขาก็เดินขึ้นไป

                    เมื่อเดินขึ้นไปแล้วก็ปรากฏว่าสักครู่เดียว ประมาณสัก 10 นาที เสียงบนกุฏิโครมคราม ๆ ๆ ผู้พูดเองก็คิดว่าพระชกกัน เสียงดังก้องถึงป่าช้า เสียงตึงตังโครมคราม เจ้าสององค์เพื่อนกันที่ไปอยู่ในป่าช้าก็รีบวิ่งออกมา คิดว่าพระชกกัน ผู้พูดเองก็วิ่งขึ้นไป นึกว่าเอ๊ะนี่อะไรกัน เจ้าอ้วนมันจะไปปราบพระ ทำไมพระถึงได้ชกกันตีกันแบบนี้ เมื่อขึ้นไปถึงแล้วก็ปรากฏว่าไม่พบพระสักองค์ เจ้าเพื่อนอีก 2 องค์ก็มาพบกันพอดี ก็เลยถามกันว่าได้ยินเสียงพระทำอะไรตึงตังโครมครามไหม ก็บอกว่าได้ยิน คิดว่าพระชกกัน หรือตีกัน ได้ยินเสียงฮาๆ เข้าใจว่าพระจะขัดคอกัน ชกกันตีกันละมัง แล้วนี่มันไปไหนกันหมด ไปหาที่กุฏิทุกๆ กุฏิไม่มีพระสักองค์ หาไปหามา หามาหาไปเอาไฟไปฉายดู ไปดูใต้ตู้พระประธานที่หอสวดมนต์ เขายกพื้นไว้ประมาณสัก 70 เซนติเมตร เห็นจะได้ ประมาณ ๆ นะไม่ถึง 100 เซนต์ ไปฉายไฟเข้าตรงนั้น เพราะว่าที่ตู้น่ะมีพระเต็ม เขายกพื้นสูง หลวงพ่อปานท่านยกพื้นไว้ พระสงฆ์ทั้งหมดไปนอนขดกันใต้ตู้ ตู้ใหญ่มากเป็นตู้เต็มห้อง ไปนอนรวมกันอยู่ในนั้นหมด ไปเห็นเข้าแล้วเลยเรียกให้ออกมา แกได้ยินเสียงเป็นเสียงผู้พูดกับเสียงเพื่อน จำได้ก็ออกมา ถามว่าทำไมเข้าไปนอนใต้ตู้ล่ะ ทุกคนก็รายงาน แต่ว่ายังแสดงอาการหวาดกลัวอยู่มากว่า ไอ้เจ้าอ้วนมันทำพิษนะซี ถามว่าทำพิษยังไง แกก็รายงานบอกว่า ขณะที่กำลังเคี่ยวน้ำตาลกันอยู่นั่น แล้วก็ไอ้เจ้าเด็กน่ะเห็นหน้าเจ้าอ้วนก่อน ทุกคนบอกว่าผีๆ ผีไอ้อ้วน พระก็ถามเด็กว่าไอ้อ้วนทำยังไง ได้รับตอบว่ามันส่องหน้าเข้ามาใกล้ ใกล้หม้อเคี่ยวน้ำตาล แต่พระก็มองไม่เห็นฉายไปก็ไม่เห็น ตะเกียงส่องไปก็ไม่เห็น แต่เด็กก็ชี้ให้ดูว่าไอ้อ้วนมันนั่งใกล้ๆ ตานี้ถึงเวลาเด็กเคี่ยวน้ำตาลเสร็จ ประเคนพระ พระฉัน พ่อเจ้าประคุณอ้วนก็ไปนั่งข้างวง คือเข้าเรียงตัวกันเหมือนกัน เข้าวงกับเขาด้วย เหมือนบอกว่าขอกนมั่งซี ขอกินบ้างซิ กินคนเดียวไงล่ะ แบ่งไอ้อ้วนกินบ้าง ไอ้อ้วนยังไม่ได้กินเลย เท่านั้นเอง พ่อเจ้าประคุณพระพอแน่ใจว่าไอ้อ้วนแน่ เพราะไอ้อ้วนมันเป็นผีนี่ ก็ลุกขึ้นวิ่งตึงตังๆ เข้าใจว่าตีกัน แต่ความจริงไม่ได้ตี วิ่งหนีไอ้อ้วน พอวิ่งหนีไปไอ้อ้วนก็เข้าสกัดทางด้านประตูกุฏิ ใครจะเข้ากุฏิไม่ได้ ไอ้อ้วนยืนขวางหน้าประตู ในที่สุด พระพวกนั้นเห็นท่าว่าไปไหนไม่รอดแล้ว ก็เลยวิ่งเข้าไปคุดอยู่ใต้ตู้พระพุทธรูป เจ้าอ้วนมันก็ไม่เข้าไป ความจริงมันจะเข้าไปก็ได้ แต่มันเป็นการล้อเท่านั้น เป้นการขู่แล้วก็หายไป ก็เลยบอกกับพระท่านว่าพวกท่านนี้มีความประพฤติไม่ดีนะ ทีหลังอย่าทำยังงี้อีก เจ้าอ้วนมันรำคาญ นี่มันไปนั่งบ่นอยู่กับผมนะ ผมนั่งอยู่ที่หน้าวัด ที่ชิงช้านั่น มันบอกว่าพวกท่านนี่ความประพฤติไม่ดีมันจะมาปราบ ก็เลยสำทับต่อไปว่า ถ้าหากท่านทำความชั่วแบบนี้อีกละก็บางทีมันจะจัดการยิ่งกว่านี้นะขอรับ เป็นอันว่านับแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระก็สงบเพราะอำนาจผีปราบ
                    เอาละ ท่านผู้ฟ <

เขียนเมื่อ : 05 พ.ค. 2553,10:51   เข้าชม : 1666 ครั้ง

ธรรมะน่ารู้ » นิทานธรรมะอื่นๆที่น่าสนใจ
ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
มีเมืองเล็ก ๆ ที่สวยและสงบสุขเมืองหนึ่ง
มีคู่รักคู่หนึ่งที่รักกันมาก ทุกวันพวกเขาจะพากันไปดูชม พระอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาด
นิทานกวางกับม้า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมี ทุ่งหญ้าสวยงาม อุดมสมบูรณ์ ปลอดภัยจากสัตว์ร้ายม้า กับกวาง ก็อาศัยอยู่ในทุ่งนั้น วันหนึ่ง ม้ากับกวาง เกิดคิดอุตริขึ้นมาว่า ใครควรจะใหญ่กว่ากัน ได้ผูกขาด (monopoly)ทุ่งหญ้านี้แต่ผู้เดียว ต่างฝ่ายต่างก็ทะเลาะวิวาทกัน ม้
เรื่องจริงอิงนิทานเจ้าด้วน
ต่อไปนี้ก็จะเอาเรื่องผีมาคุยให้ฟัง สำหรับเรื่องผีนี้รู้สึกว่าเป็นปัญหาใหญ่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าบรรดาคนที่เกิดมาในโลก คนที่เห็นผีก็มี คนที่ไม่เห็นผีก็มี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคำว่าผี ก็จัดว่าเป็นอทิสมานกาย
เรื่องจริงอิงนิทานพระเจ้าตากสิน
ใน พ.ศ. 2500 ปีนั้นป่วยมาก แล้วก็ไปนอนรักษาอยู่ที่กรมแพทย์ทหารเรือ ไปนอนอยู่ที่ตึก 1 เป็นตึกพิเศษ นอนไปได้ 2 คืน ปรากฏว่าคืนที่ 2 นั้น เวลาประมาณ 4 ทุ่ม มันกี่นาฬิกาล่ะ 22 นาฬิกากระมัง
นกอินทรีกับอีกา
วันหนึ่งได้มีอีกาหิวโซตัวหนึ่งบินมาเกาะอยู่ที่บนต้นไม้ใกล้ ๆกับ คอกเลี้ยงแกะแห่งหนึ่งเข้าอย่างบังเอิญ " อ๋า อ๋า อ้า วันนี้ข้ายังไม่ได้กินอะไรและมีอะไรตกถึง ท้องมาตั้งแต่เช้าแล้วนะเนี่ย หิวจังเลยวุ้ย...
ลิงยอดกตัญญู
บริเวณป่าใหญ่แห่งหนึ่งในเขตเทือกเขาหิมพานต์ มีฝูงลิงอยู่ฝูงหนึ่งซึ่งมีลิง ๒ พี่น้องเป็นผู้ควบคุมดูแล ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นลิงตัวพี่ชื่อ “มหานันทิยะ” ส่วนพระสารีบุตรเกิดเป็นลิงตัวน้องชื่อ “จูฬนันทิยะ”
คนไม่รักดี
นานมาแล้ว เจ้าเมืองพาราณสี มีราชโอรส 7 องค์ องค์ใหญ่มีนามว่า ปทุม ครั้งนั้นเจ้าเมืองพาราณสีได้รับสั่งเรียกราชโอรสทั้ง 7 มาเข้าเฝ้าแล้วกล่าวว่า “ลูกเอ๋ย ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ยากจะเดาได้นัก
สองพี่น้อง
ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขา ที่ห่างไกลผู้คน แต่ละวันพ่อแม่ของ ฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ ฉันมีน้องชายอยู่ หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี วันหนึ่งฉันขโมย เงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อน ๆ ของฉันมีกัน
นิทานอีสป เรื่อง กระต่ายกับเต่า
นิทานชาดกเรื่องกำเนิดสุรา
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภหญิงนักดื่มสุรา ๕๐๐ คน ผู้เป็นสหายของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
นิทาน หนุ่มน้อยเจ้าปัญญา
กาลครั้งหนึ่ง มีเศรษฐีชื่อ จุลลกะ เป็นผู้ที่มีความสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำโดยอาศัย เหตุจากนิมิตต่างๆ วันหนึ่ง จุลลกะเศรษฐ ีนั่งรถม้าผ่านมาหน้าประตูเมือง
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : เรื่องจริงอิงนิทานผีแขก

 

คำค้น
16 พ.ค.2531 2553___สำหรับคนเกิดปี_จอ 2553___สำหรับคนเกิดปี_วอก 2554___สำหรับคนเกิดปี_วอก 2555___สำหรับคนเกิดปี_วอก กลอนธรรมะ กลอนธรรมะเกี่ยวกับพระคุณแม่ การ์ตูนพุทธสุภาษิต คนไม่มีเวลา จ่อยนายแน่มาก ถ้ำจักรพรรดิ์ ธรรมะ นิทานพระมหากัสสปะ นิยายรักอมตะครั้งพุทธกาล พระปิดตาหลวงปู่ พระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ พระมหาโฆคคัลลานเถระ พระสมเด็จ วัดระลวงพ่อโต พระอรหันต์16พระองค์ พระอาจารย์ตี๋เล็ก_เขาสุนะโม มะแม รูปป่า ลัทธิไสยศาสตร์ วันอังคาร หลวงปู่ศรี ถาวโร หลวงปู่ศรี_ถาวโร หลวงปู่เณรคำ อิติปิโส 2554

ธรรมะ  
 
Copyright 2010, All Rights Reserved. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ติดต่อเรา e-mail dhammavarietyแอดhotmailดอทco.th