User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

ข่าวธรรมะ

ประวัติพระเกจิอาจารย์

ท่องเที่ยวทำบุญไหว้พระ

สถานที่ปฏิบัติธรรม

ดูดวง

ตำแหน่งโฆษณา
หมวด » ธรรมะน่ารู้ » นิทานธรรมะ

 

เรื่องจริงอิงนิทานเจ้าด้วน

เรื่องจริงอิงนิทานเจ้าด้วน

เรื่องจริงอิงนิทานเจ้าด้วน
โดย
ฤาษีลิงดำ

เรื่องที่  1. เจ้าด้วน

                    ต่อไปนี้ก็จะเอาเรื่องผีมาคุยให้ฟัง  สำหรับเรื่องผีนี้รู้สึกว่าเป็นปัญหาใหญ่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าบรรดาคนที่เกิดมาในโลก  คนที่เห็นผีก็มี คนที่ไม่เห็นผีก็มี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคำว่าผี ก็จัดว่าเป็นอทิสมานกาย  คือว่า มีร่างกายที่ไม่สามารถจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในเมื่อมีใครเห็นผีแล้วก็มาเล่าสู่กันฟัง แต่ว่าคนบางคนหรือหลายคนไม่เชื่อ เมื่อเขาไม่เชื่อ แล้วคนที่เล่าให้ฟังก็ไม่สามารถจะหยิบยกเอามาให้ดูได้ ทั้งนี้ เพราะผีไม่ใช่วัตถุ คำว่า อทิสมานกาย ในที่นี้ก็หมายความว่า กายที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ ถ้าจะเห็นก็ได้ หนึ่ง เมื่อผีแสดงกายให้ปรากฏ คือ ต้องการจะให้เห็นจึงจะเห็นได้ หรือว่า สอง ในเมื่อบุคคลผู้นั้นสามารถสร้างทิพยจักจุญาณให้ปรากฏจึงจะเห็นได้ ฉะนั้นเรื่องผีนี้จะมีใครเชื่อหรือไม่เชื่อ  ก็เป็นเรื่องที่บังคับกันไม่ได้เหมือนกัน แล้วก็จะไปตั้งกฎตั้งเกณฑ์ให้คนนั้นเชื่อคนนี้เชื่อก็ไม่ได้ เว้นไว้แต่ท่านทั้งหลายที่ได้ประสบมาเอง สำหรับผู้พูดนี้ก็เหมือนกัน ในสมัยก่อนเขาพูดกันถึงเรื่องผีก็สงสัย จะถือว่าไม่เชื่อก็ไม่ได้เพราะเคยกลัวผี ในสมัยที่กลัวผีนั้น ไม่เคยเห็นผีเลยแต่ก็กลัวผี ทั้งนี้เพราะอะไร   เพราะว่าเขาลือกันว่าผีนี่นะมีสภาพดุร้าย  มีความน่ากลัวอยู่มาก อาการที่แสดงออกต่างๆ รู้สึกว่าน่ากลัวจัด ก็เลยกลัวผี  กลัวทั้งๆ  ที่ไม่เคยเห็นผี แล้วในกาลต่อมา ก็กลายเป็นคนเห็นผี เห็นได้ในตอนไหน ความจริงในตอนนั้นไม่เคยเจริญพระกรรมฐาน ไม่เคยได้ทิพยจักขุญาณ  แต่ก็พบผีผู้เป็นอาจารย์รายแรก ทำให้เชื่อว่าผีมีจริง ผีรายนี้ต้องเชื่อว่าเป็นรายใหญ่ ท่านอาจารย์ใหญ่รายนี้ก็ให้นามว่า  เจ้าด้วน คือ  ว่าเป็นผีหัวไม่มี หัวขาด คือ  คอขาด
                    เจ้าด้วนนี้ ประวัติของเขาจะเป็นมายังไงในสมัยที่เป็นมนุษย์   ผู้พูดก็ไม่เคยทราบประวัติเหมือนกัน   แล้วก็ไม่ทราบว่าเจ้าด้วนนี้ตายตั้งแต่เมื่อไหร่ มาทราบเอาตอนสมัยที่เป็นรุ่นหนุ่มขึ้นมา อายุ 16 - 17   ตอนนั้นอยู่ที่อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี   แล้วก็ตอนหนุ่มนี่นะตามธรรมดาของคนที่ชอบเที่ยวซี ไอ้การเที่ยว  ในการนั้น จะไปไหนใครๆ ก็รู้   เรื่องของคนหนุ่ม  แต่ความจริงจะหาว่าเป็นนักเจ้าชู้ไปเที่ยวบ้านสาว ๆ นี่มันก็ไม่แน่เหมือนกัน ตามปกติก็ชอบไปเที่ยวบ้านท่านผู้ใหญ่ ก็ไปหาเพื่อนคุยกันแบบสนุก ๆ  ตามประสาของคนไม่เคยติดเหล้าเมายา เมื่อไปแล้วก็กลับไม่เกินเวลา เวลาที่ท่านยายกับท่านแม่สั่งต้องกลับเวลาเท่าไร ก็ต้องกลับเวลาเท่านั้น ถ้ากลับเกินเวลาก็แสดงว่าวันนั้นถูกฟังเทศน์ จะต้องฟังเทศน์กัณฑ์มหาราช คือ บ่นกันเป็นการใหญ่ เกรงว่าท่านแม่ ท่านยายจะเหนื่อย หรือว่ารำคาญท่านบ่นก็ไม่ทราบ เลยไม่ยอมกลับผิดเวลา ส่วนใหญ่ก็กลับก่อนเวลาเล็กน้อย

                    ตานี้มาว่ากันถึงว่า คุณด้วน หรือ ท่านอาจารย์ด้วน อาจารย์ที่สอนให้รู้จักผี ท่านมีสำนักอยู่ที่วัดป่าช้าเรไร สำหรับวัดเรไรนี่ ก็อยู่หน้าสถานีตำรวจตลิ่งชัน ข้างมีคลองบางละมาด คืนหนึ่งเดินไปที่สะพาน เดือนหงาย เดือนหงายจัด พอเดินไปถึงสะพานข้ามคลอง ก็พบผู้ชายคนหนึ่งรู้ว่าเป็นผู้ชาย เดินสวนทางมา ในตอนแรกก็ไม่ได้สังเกตว่าหัวไม่มี  พอถึงสะพานพอดีก็มาพบกัน มองไปอีกทีก็ปรากฏว่า พ่อเจ้าประคุณไม่มีหัว แกก็ยืนขวางหน้า มายืนขวางหน้า ก็มองไปมองมาว่าแกจะมีอาวุธหรือเปล่า แกก็ไม่มีอาวุธ สำหรับผู้พูดนี่มีปืนพก 1 กระบอก กับมีดดาบอีก 1 เล่ม เพราะว่าตำบลนั้นเป็นตำบลนักเลง ถ้าใครไม่มีอาวุธก็ถือว่าเย่อหยิ่ง ดีไม่ดีก็ถูกไล่ตีไล่ฟันเอาเฉยๆ ถ้าถือมีดถือปืนละก็เขาถือว่าคนนั้นขี้ขลาดเขาไม่ทำ เขาว่ายังงั้นนะ ก็เป็นอันว่าเมื่อเห็นแกไม่มีอาวุธก็ถามว่า จะไปไหน แกไม่มีปากนี่ แกก็เลยไม่พูด ทำโคลงตัวไปโคลงตัวมาก็เลยรู้ว่าเจ้าด้วนแน่ เพราะว่าผู้ใหญ่บอกไว้แล้วว่า เจ้าด้วนนี่มันเคยแผลงฤทธิ์บ่อยๆ แต่ว่าอาการแผลงฤทธิ์ของเจ้าด้วนนั้นไม่เคยทำให้ใครกลัว นอกจากว่า 1 รับอาสานำเดินไปในระหว่างป่าช้า ทางนั้นผ่านไปในป่าช้าวัดเรไร เป็นสวนแล้วมีต้นไม้ครึ้ม ยอดไม้เข้าชนกันระหว่างที่เดินเข้าไปตามทางนั้น ถ้าไม่มีไฟฉายก็มองไม่เห็นทาง เมื่อทราบว่าเจ้าด้วนแน่แล้ว ก็เลยบอกว่าพี่ด้วน นี่ ช่วยนำทางทีเถอะนะพี่ชาย นำทางไปส่ง ไอ้ทางนี่มันมืดฉันมองไม่เห็น ช่วยนำทางไปข้างหน้าฉันกลัวผีอื่นมันจะหลอก พี่ด้วนนำทางทีได้ไหม เขาก็ผงกตัวของเขา ก้มตัวของเขาน่ะ แสดงว่ายอมรับจะนำทาง แล้วเขาก็หันหลังเดินไปทางวัดเรไร เดินออกหน้า  ผู้พูดก็เดินตามหลัง พอเข้าถึงสุมทุมพุ่มไม้เวลากลางคืนมันมืด แต่ก็น่าอัศจรรย์ เมื่อเจ้าด้วนนำทางรู้สึกว่าเห็นทางลางๆ คล้ายก็เดือนหงายน้อย ๆ แสดงเดือนน้อย ๆ  นะ พอเห็นกันถนัด เจ้าด้วนก็นำทางไปส่งถึงปลายสวน คือ หมดเขตที่มืด ก็หมดเขตของป่าช้า แล้วก็สั่งเขาว่า พี่ด้วน เวลาประมาณสามทุ่มฉันจะกลับมา พี่ด้วนคอยรับด้วยนะ ถ้าพี่ด้วนมารับละก็ เวลาฉันกลับฉันจะซื้อก๋วยเตี๋ยวมาให้ เจ้าด้วนนี่ชอบก๋วยเตี๋ยวผัด หรือข้าวผัด เป็นอันว่าเวลาขากลับก็พบว่าเจ้าด้วนยืนรอรับอยู่แล้ว ก็นำทางมาส่งถึงกลางสะพาน เพราะว่าเดือนหงายเห็นทางถนัด ก็เลยสั่งว่า พี่ด้วนยืนคอยอยู่แถวนี้เถอะนะ ประเดี๋ยวฉันจะไปซื้อก๋วยเตี๋ยวผัดมาให้ เพราะว่าหน้าวัดช่างเหล็ก หรือ สถานีตำรวจตลิ่งชันมีร้านค้าอาหาร เขาขายอาหารก็ไปซื้อมาแล้วก็ให้นายด้วน
                    นี่เป็นอันว่าจะไปเที่ยวผ่านทางนี้ละก็ คนสมัยนั้นที่เป็นหนุ่มและคนแก่  ประมาณปี พ.ศ. 2470 เศษ ๆ ความจริงตาด้วนแกมีอายุก่อนนั้นนะ ทุกคนรู้จักนายด้วนได้ดี แล้วมาคราวหนึ่ง นายด้วนนี่ แกแผลงฤทธิ์พิเศษ คือว่า  มีคนหนึ่งชื่อ ป้าคร้าม  ป้าคร้ามนี่ผู้พูดเรียกแกว่ายังงั้นนะ เคารพแกเรียกแกว่าป้า เพราะว่าเป็นรุ่นป้า แกพายเรือไปตอนเช้ามืดไปขายมะพร้าวทุกวัน รับมะพร้าวจากชาวสวนแล้วก็ไปขายที่หน้าวัดช่างเหล็ก หรือหน้าวัดเรไร เพราะว่าบรรดาเรือค้ามารอซื้อที่นั่น เช้ามืดวันหนึ่ง เมื่อแกผ่านหน้าวัดเรไร หรือปากคลองบางละมาดจะออกไปวัดเรไร จะออกคลองอีกคลองหนึ่งเขาเรียกว่า คลองชักพระ  พอผ่านสะพานไปก็ปรากฏว่าเรือแกวิ่งถอยหลัง แกหันหลังมาดูก็พบเจ้าด้วนนั่งอยู่ข้างตลิ่งมันทำมือยาวมากดึงท้ายเรือแก พอเรือมาถึงตลิ่งมันก็ปล่อย แกก็พายเรือออกพายไป พอถึงกลางคลองเจ้าด้วนมันก็ดึงกลับมาอีก แกก็ร้องเอะอะโวยวายบอกเจ้าด้วน เอ็งจะมาแกล้งข้าทำไม เอ็งน่ะดีแต่มาแกล้งข้า ประเดี๋ยวข้าไปขายของไม่ทันละก็ของมันจะเสียนะ ข้าจะขาดทุน เอายังงี้นะ เอ็งอย่ามัวนั่งแกล้งข้าเลย เอ็งช่วยข้าขายนะ เวลาขายของน่ะ ถ้าหากว่าเอ็งช่วงข้าขายหมด แล้วขายได้รวดเร็ว พอไปถึงแล้วประเดี๋ยวเดียวขายได้หมดลำ ได้กำไรดีล่ะก็ ข้าจะซื้อข้าวผัดเอามาให้ เพราะว่าเอ็งชอบข้าวผัดใช่ไหม เจ้าด้วนเขาก็พยักตัว ไม่ใช่พยักหน้า ไม่มีหน้านี่ ไม่มีหัว แล้วก็ปล่อยไป  แล้วก็ปรากฏว่ารูปร่างของเจ้าด้วนน่ะหายไปกับตา แกก็พายเรือออกไปจอดอยู่คลองชักพระหน้าวัดช่างเหล็ก   ถึงเวลาเช้า ก็พอดีเรือซื้อของเขามา มีเรือขายมะพร้าวหลายสิบลำ  ที่นำมะพร้าวออกไปจากสวน แต่ว่าเรือที่ซื้อมะพร้าวทุกลำน่ะ มีความต้องการเรือลำนี้มาก มาถึงก็ตรงรี่เข้ามาให้ราคาสูง   เป็นอันว่าป้าคร้ามก็ขายมะพร้าวได้รวดเร็ว แล้วขายหมดเป็นรายแรกแต่เช้าตรู่   ตามปกติแกต้องขายถึงเวลา 10 น. หรือ 11 น. จึงจะหมด แล้วก็ต้องพูดกันมาก  การค้ามะพร้าววันนั้น ไม่ได้พูดราคากันเลย หมายความว่าเจ้าของมะพร้าวไม่ต้องมีราคา เมื่อเรือต้องการซื้อมาจอดเข้ามันก็บอกราคาเลยว่าเท่านั้นเท่านี้ ร้อยละเท่านั้นเท่านี้ซึ่งมันเป็นราคาแพงกว่าปกติ ป้าคร้ามก็ยอมขาย เมื่อขายของหมดก็คิดว่านี่คงเป็นอานุภาพของเจ้าด้วน จึงได้แวะซื้อข้าวผัดมา พอถึงหน้าวัดเรไรก็ไปวางไว้ที่ตอไม้ต้นมะม่วง คือ ตอมะม่วงเขาถูกฟัน ตัดลงมาเหลือตอประมาณ 1 เมตร ก็ไปวางไว้ที่นั่น แล้วเรียกเจ้าด้วนมาว่า ด้วนเอ๊ย มากินข้าวผัดนะลูกนะ แล้วพรุ่งนี้ช่วยกันขายใหม่นะ ถ้าเอ็งช่วยข้าขายทุกวันข้าจะเลี้ยงทุกวัน นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็ปรากฏว่าป้าคร้ามขายมะพร้าวได้ดี แล้วก็ต้องซื้อข้าวผัดมาให้เจ้าด้วนกินทุกวัน นี่เป็นเรื่องตอนหนึ่งของอานุภาพของเจ้าด้วนนะ
                    แล้วก็มีอีกตอนหนึ่ง เพื่อนของผู้พูดนี่เองพายเรือไปหน้าวัดเรไร ผ่านสำนักงานเจ้าด้วน เจ้าด้วนแกก็ดึงเรือกลับ กลางคืนเหมือนกัน รายนั้นเมื่อเห็นเจ้าด้วนดึงเรือกลับมาถึงตลิ่ง เขาก็ปล่อยมือก็ดันเรือออกมา พายออกมาอีก เจ้าด้วนก็ดึงเข้าไปอีก พ่อเจ้าประคุณคนนี้ขี้โมโหเลยเอามีดฟันปั๊บลงไปให้ บอกเอ้าไอ้ด้วนแขนขาดละมึง เท่านั้นแหละ พอพายเรือต่อไปพ่อเจ้าประคุณด้วนก็เดินเลาะตลิ่งไปร้องตะโกนว่า ต่อที ต่อที แกฟันแขนข้าขาด แขนข้ารุ่งริ่งแล้ว ต่อให้ทีเหอะ ข้าไม่มีแขนข้าจะทำยังไง มันก็เดินตามไป เจ้านั่นอดรำคาญไม่ไหวก็แวะเข้าไปที่ตลิ่ง เอาหญ้ามาผูกติดกันเข้า บอกเอ้าเจ้าด้วน ข้าต่อแขนให้เอ็งแล้ว แขนขาดอีกข้าก็แย่น่ะซี ก็เป็นอันว่าเจ้าด้วนก็ไม่รบกวนละคราวนี้
                    แต่ว่าเรื่องราวของเจ้าด้วนนี่มีมากนะ ท่านผู้ฟัง นำมาเล่าให้ฟังเพียงแค่นี้ก็เพราะว่านี่มันเป็นเรื่องผีอาจารย์ สำหรับผู้พูดน่าจะเรียกว่าอาจารย์ เพราะอาจารย์ด้วนได้สอนให้ผู้พูดรู้จักผีเป็นรายแรกแล้วก็เป็นผีใจดี แทนที่จะเป็นผีดุร้ายน่ากลัว มีลีลาหลอกหลอนให้กลัวด้วยอาการต่าง ๆ เปล่าไม่มี  ไม่ว่าใครทั้งหมด มาพบคุณด้วนแล้วต่างคนต่างพากันสรรเสริญว่า  ผีคุณด้วนนี่เป็นผีที่ดีจริง  ๆ เป็นอันว่าเรื่องผี ผู้พูดเชื่อตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมานะ แต่ว่าสำหรับท่านผู้ฟังหรือท่านผู้อ่านหนังสือ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจเถอะ เพราะว่าทุกสิ่ง ทุกอย่างไม่ว่าใครทั้งหมด ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพบได้ด้วยตนเองนี่ก็เป็นการเชื่อยากเหลือเกิน การเชื่อโดยเขาพูด แต่ยังไม่พบ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น อธิโมกขศรัทธา น้อมใจเชื่อ ดีเหมือนกัน แต่ว่าดีน้อยไป ตานี้เรื่องผีจะพบจะเห็นได้ก็แสนยากถ้าผีเขาไม่ต้องการให้เห็น บางรายคนรักตายไป จะเป็นพ่อหรือแม่ หรือสามีบุตรธิดาก็ตาม อยากจะเห็นอยากจะพบว่า คนตายตายแล้วมีความสุขหรือความทุกข์ แต่ทว่าถ้าผีมาพบเข้าจริงๆ ก็เกิดความกลัว นี่ก่อนหน้าที่จะมาพูดให้ฟังนี่ก็เหมือนกัน ระยะกาลไม่นาน มีคณะนายทหาร 2 คน เรียกกันว่าคณะนะ สองคนเท่านั้น พร้อมด้วยเพื่อนที่เป็นพลเรือนอีกคน นั่งรถไปทางจังหวัดนครสวรรค์ เพราะว่าจะไปกินเลี้ยงกัน ก็มีรถอีกคันหนึ่งมีคนนั่งมาเห็นจะเจ็ด กี่คนล่ะ รวมกันเป็น 9 คนนี่ 6 คนซี 6 คน รถคันนี้รู้สึกว่าเมาทั้งคัน คือ รถเมา เพราะอะไร เพราะว่าคนนั่งมาเมา วิ่งส่ายมาตลอดทาง พอมาถึงรถของคณะนายทหารทั้ง 3 คน คือว่า พลเรือนหนึ่งคน นายทหารสองคน พอดียางแตก รถถลาเข้าชนรถทหาร เป็นอันว่ารถที่นายทหารนั่งไปรวมด้วยกัน 3 คน แล้วฝ่ายพลเรือนคันนั้นอีก 6 คน ตายด้วยกันหมดพร้อมกัน เรียกว่าตายด้วยกันละทั้งหมดไม่มีใครเหลือ เมื่อสามีตาย หรือว่าพ่อตาย บรรดาภรรยาและลูกก็มาหาผู้พูด บอกว่าคิดถึงเขาอยากจะเห็น อยากจะรู้ว่าเขามีความสุขหรือความทุกข์ แต่ว่าเวลาที่คิดถึง ก็ปรากฏว่าบางครั้งก็ได้กลิ่น คือว่า กลิ่นตัวนะ ไม่ใช่กลิ่นสางของคนที่ตายปรากฏขึ้น แล้วบางครั้งก็ฝันเห็น แล้วแกว่ายังไงทั้งๆ ที่แกอยากเห็นเขา แกบอกว่าเกิดความกลัว มารายงานบอกว่า  กรุณาติดต่อกับเขาทีเถอะว่า  อย่าให้เห็นอีกเลย   ถ้ามาก็มาเงียบ ๆ อย่าให้พบเลยเพราะกลัว นี่เรื่องของคนน่ะเป็นยังงี้นะท่านผู้ฟัง อยากจะรู้ว่าคนตายไปไหนมีความสุขหรือความทุกข์ เวลาไม่เห็นก็บ่นว่าไม่มาหา แต่พอมาหาให้พบเข้าก็เกิดความกลัว เป็นเรื่องของคนที่สามารถจะพบได้ เพราะผีแสดงให้พบ แต่ว่าเรื่องนี้ผู้พูดไม่กะไม่เกณฑ์ให้ทุกคนเป็นคนเห็นผีรู้ผีได้ นอกจากว่าท่านผู้รับฟังหรือท่านที่ต้องการจะเห็น ถ้าเจริญพระกรรมฐานเข้าถึงอุปจารญาณ แล้วก็ฝึกอุปจารสมาธินั่นให้เป็นทิพยจักขุญาณเท่านี้แหละ ถ้าหากว่าท่านต้องการจะเห็นผีได้เมื่อไร ก็คงจะเห็นได้สมความปรารถนา
                    เอาละสำหรับเรื่องผีเจ้าด้วนก็มีเพียงเท่านี้ จะมีเรื่องอะไรต่อไปก็ต้องขอดูต้นตำรับก่อน


ขอบคุณบทความดีๆจาก lekpluto.org

เขียนเมื่อ : 05 พ.ค. 2553,10:53   เข้าชม : 1674 ครั้ง

ธรรมะน่ารู้ » นิทานธรรมะอื่นๆที่น่าสนใจ
นกมีหูหนูมีปีก
นานมาแล้วสมัยหนึ่ง พวกสัตว์สีเท้ากับพวกนกสัตว์ปีกนั้นเกิดการทะเลอะเบาะแว้งแบ่ง พวกแบ่งพ้องกันขึ้น สัตว์ทั้งสองชนิดได้เถียงกันขึ้นมาครั้งหนึ่งว่า
เพลงนิทานอีสป ชาวนากับนกกระเรียน
เป็นการเล่าเรื่องนิทานโดยใช้เพลงเป็นตัวเล่าเรื่อง พร้อมภาพการ์ตูนสามมิติ และมีคติท้ายเพลง เพื่อเพิ่มความมีไวพริบให้กับเด็ก และเด็กจะมีทักษะและพัฒนการในด้านดนตรี และสามารถร้องตามได้เพราะมีคาราโอกะด้วย เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่รักลูก
หมาหางด้วน
มีหมาป่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่รวมกับฝูงของมัน หมาตัวนี้นิสัยไม่ค่อยจะดีนัก แต่โชคดีที่ว่าหมาตัวอื่นๆในฝูงทุกตัวรักมัน มันมักลำพองว่าหางของตนสวยงามที่สุดในฝูง มักจะชื่นชมและพูดอวดหางของตนให้ตัวอื่นๆฟัง
นิทานสอนใจ.. เรื่องความอดทน
นานมาแล้ว ยังมีชายคนหนึ่ง ตั้งสำนักทำการฝึกสอนศิษย์ โดยกำหนดหลักเกณฑ์เอาไว้ว่า ใครก็ตามที่ประสงค์ จะมาฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์สำนักนี้ จะต้องปฎิบัติอาจารย์ให้ครบ 3 ปี แล้วอายารย์จึงจะถ่ายทอดวิชาไว้ให้ประจำตัว
ม้ากับลาต่าง
ในฤดูร้อนที่ร้อนอบอ้าวมากของวันหนึ่ง พ่อค้าคนหนึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องนำของ ไปขายในที่ต่างเมือง
กบเลือกนาย
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกบฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในทะเลสาบกันอย่างอิสระเสรี และมีความสุขเรื่อยมา แต่อยู่มาวันหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเหมือนกับทุก ๆ วัน ที่พวกกบจะออกมารวมกลุ่มและส่งเสียงร้อง
นิทาน หนุ่มน้อยเจ้าปัญญา
กาลครั้งหนึ่ง มีเศรษฐีชื่อ จุลลกะ เป็นผู้ที่มีความสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำโดยอาศัย เหตุจากนิมิตต่างๆ วันหนึ่ง จุลลกะเศรษฐ ีนั่งรถม้าผ่านมาหน้าประตูเมือง
นกแขกเต้ากับชาวนา
มีนกแขกเต้าฝูงหนึ่งประมาณ 500 ตัว อาศัยอยู่ในป่างิ้วบนยอดเขาแห่งหนึ่ง เมื่อถึงเวลาหากิน ฝูงนกแขกเต้าต่างพากันบินไปกินข้าวสาลีในนาของชาวมคธ
เรื่องจริงอิงนิทานผีพระ
ผีที่จะพูดต่อไปนี้ ก็เป็นผีพระ วัดท่าเรือ ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี วัดนี้อาตมาไปสร้างโบสถ์ ก่อนที่จะไปสร้างโบสถ์ มีคณะกรรมการวัดเขามาหา เขาบอกว่า
“ชายแก่กับเด็กน้อย”
กาลครั้งหนึ่ง มีชายแก่และเด็ก กำลังออกเดินทางไปยังเมืองเมืองหนึ่ง โดยมีม้าเป็นพาหนะใช้ในการเดินทาง
แม่ตัวจริง...
สมัยก่อน...หลังพุทธกาล... มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง..น่าสนใจ...เขาบอกว่า...หญิงชาวบ้านคนหนึ่ง...แต่งงานกับหนุ่มต่างถิ่น...
ความรักในทางพระพุทธศาสนา
ความรักที่เกิดจาก กามฉันทะ คือ ความเร่าร้อน ความกระหาย ที่อยากจะได้ในสิ่งที่ตนพึงปรารถนา หากได้ตามใจปรารถนาแล้ว
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : เรื่องจริงอิงนิทานเจ้าด้วน

 

คำค้น
16 พ.ค.2531 2553___สำหรับคนเกิดปี_จอ 2553___สำหรับคนเกิดปี_วอก 2554___สำหรับคนเกิดปี_วอก 2555___สำหรับคนเกิดปี_วอก กลอนธรรมะ กลอนธรรมะเกี่ยวกับพระคุณแม่ การ์ตูนพุทธสุภาษิต คนไม่มีเวลา จ่อยนายแน่มาก ถ้ำจักรพรรดิ์ ธรรมะ นิทานพระมหากัสสปะ นิยายรักอมตะครั้งพุทธกาล พระปิดตาหลวงปู่ พระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ พระมหาโฆคคัลลานเถระ พระสมเด็จ วัดระลวงพ่อโต พระอรหันต์16พระองค์ พระอาจารย์ตี๋เล็ก_เขาสุนะโม มะแม รูปป่า ลัทธิไสยศาสตร์ วันอังคาร หลวงปู่ศรี ถาวโร หลวงปู่ศรี_ถาวโร หลวงปู่เณรคำ อิติปิโส 2554

ธรรมะ  
 
Copyright 2010, All Rights Reserved. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ติดต่อเรา e-mail dhammavarietyแอดhotmailดอทco.th