User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

ข่าวธรรมะ

ประวัติพระเกจิอาจารย์

ท่องเที่ยวทำบุญไหว้พระ

สถานที่ปฏิบัติธรรม

ดูดวง

ตำแหน่งโฆษณา
หมวด » ธรรมะน่ารู้ » ธรรมะน่ารู้

 

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
 


ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
 
       หากท่านทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นผู้ศรัทธาในศาสนาใดก็ตาม ได้อ่านบทความนี้แล้ว ก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจในหลักธรรม หรือหลักการทางพุทธศาสนาได้ดียิ่งขึ้น และขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่าน และคิดพิจารณา ให้เป็นไปตามหลักความจริง หรือหลักธรรมชาติ แห่งสรรพสิ่งทั้งปวง อันเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน

      สืบเนื่องจากการที่ข้าพเจ้าได้เผยแพร่ในเรื่อง ของ "โมกษะดั้งเดิม ก่อนพุทธกาล" อันเป็นหลักธรรม หรือหลักการแห่งข้าพเจ้า “ศรีอาริยเมตไตรย” ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

โมกษะธรรมดั้งเดิมนั้น ประกอบไปด้วย
๑.การครองเรือน
๒.ทาน คือการให้
๓.กตัญญูรู้คุณ(ในสรรพสิ่ง)
๔.การเจรจาติดต่อสื่อสาร
๕.สรรพอาชีพ
๖. ประพฤติ
๗.ระลึก คือ การนึกถึง หรือการหวนนึกถึง
๘. ดำริ คือ การคิด หรือ ความคิด

อันเป็น โลกกุตตรธรรม ,หรือ อัพยากตธรรม, หรือเป็นสัทธรรม
ซึ่งล้วนเป็นเครื่องดิ้นรนแห่งสรรพสิ่ง อันเป็นเหตุทำให้เกิด ทุกข์,สมุทัย,นิโรธ,มรรค
สำหรับ อริยมรรคที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้น เป็นการประพฤติชั้นพื้นฐานสำหรับปุถุชนคนทั่วไป เป็นพื้นฐานในอันที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข

“ อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานการประพฤติ หรือเป็นพื้นฐานการปฏิบัติ หรือเป็นข้อคิดข้อเตือนสติ หรือเป็นข้อวัตรชนิดหนึ่งสำหรับ พระภิกษุสงฆ์ สามเณร โดยเฉพาะ เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ หรือเครื่องฝึกตน ฯ ไม่ให้เกิดความห่วงหา อาลัยอาวรณ์ ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ กามารมณ์หรือ กามคุณ ฯลฯ”

ส่วนคำว่า "โมกษะ" และ "โมกษะธรรม" ข้าพเจ้าจักได้อธิบายให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความเข้าใจ พอสังเขป ดังต่อไปนี้.-
โมกษะ มีความหมาย ตามพจนานุกรม ฯ ว่า "ความหลุดพ้น หรือ นิพพาน

“โมกษะธรรม” จึงหมายถึง "ธรรมหรือคำสอน หรือหลักการ หรือธรรมชาติ อันจักทำให้บุคคลที่รู้ ที่เข้าใจ เข้าถึงซึ่งความหลุดพ้น และหรือทำให้ถึงซึ่ง มรรคผล, นิพพาน"

คำว่า "ความหลุดพ้น" หมายถึงหลุดพ้นจากความโลภ ความโกรธ ความหลง อันเป็น กิเลส ตัณหา ยังอาจหมายรวมไปถึงการหลุดพ้นจากวงจรหรือวงโคจรของการเวียนว่ายตายเกิดอีกด้วย (อันนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า มันจะหลุดพ้นในรูปแบบไหน รู้เพียงว่าสามารถขจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้ตามต้องการ หรือตามใจของบุคคลผู้มีความรู้ความเข้าใจใน โมกษะธรรม โดยไม่ต้องใช้วิธีอดทน อดกลั้น หรือ ข่มไว้ สะกดไว้ )

โมกษะธรรม ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปในตอนต้นนั้น ก็คือ หนึ่ง ในพระสัทธรรม เหตุเพราะ พระสัทธรรม ในทางพุทธศาสนานั้น ประกอบไปด้วย หรือ มีความหมาย ดังพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับพระธรรมปิฎก ดังนี้.-
สัทธรรม หมายถึง
"ธรรมที่ดี, ธรรมที่แท้, ธรรมของคนดี, ธรรมของสัตบุรุษมี ๓ อย่าง คือ
๑.ปริยัติสัทธรรม สัทธรรมคือสิ่งที่พึงเล่าเรียน ได้แก่ พุทธพจน์
๒.ปฏิบัติสัทธรรม สัทธรรมคือสิ่งพึงปฏิบัติได้แก่ไตรสิกขา
๓.ปฏิเวธสัทธรรม สัทธรรมคือผลที่พึงบรรลุ ได้แก่ มรรคผล และนิพพาน;
สัทธรรม ๗ คือ ๑.ศรัทธา ๒.หิริ ๓.โอตตัปปะ ๔.พาหุสัจจะ ๕.วิริยารัมภะ ๖.สติ ๗.ปัญญา"


เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่าน และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ สัทธรรมแล้ว ก็จะเกิดความรู้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขออธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้ท่านทั้งหลาย ได้เกิดความใจอย่างถูกต้องว่า
สัทธรรม แบ่งเป็น สองชนิด สองอย่าง
อย่างแรก มี ๓ ข้อ
อย่างที่สอง มี ๗ ข้อ

หากท่านทั้งหลายพิจารณาให้ดีแล้ว ก็จะพบว่า สัทธรรม ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้น เป็นเพียง "เครื่องมือ หรือ หัวข้อหลัก ในอันที่จะทำให้ผู้เรียน ผู้ศึกษา ได้ ศึกษาค้นหา ค้นคว้า เพื่อให้ได้รู้ เพื่อให้ได้พบ หลักสัทธรรม ทั้ง ๓ ชนิด
ซึ่ง ในสัทธรรม ข้อที่ ๓ อันได้แก่ ปฏิเวธสัทธรรม ก็คือ โมกษะธรรม หรือ โลกุตรธรรม หรือ อัพยากตธรรม อันเป็นธรรมที่จะทำให้ บรรลุมรรคผล และนิพพานนั่นเอง คำว่า ปฏิเวธสัทธรรม นั้น หมายถึง การรู้แจ้ง รู้ตลอด รู้ทะลุปรุโปร่ง สามารถลุล่วงประสบผลจากการปฏิบัติ นั้นย่อมหมายถึง รู้ตัวธรรมะ เพื่อให้บรรลุมรรคผล และนิพพาน อันนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดี

ส่วน สัทธรรม ๗ ประการ อันได้แก่ ศรัทธา,หิริ,โอตัปปะ,พาหุสัจจะ,วิริยารัมภะ ,สติ,ปัญญา ก็เป็นเพียง ปัจจัย หรือเครื่องมือในการศึกษา ค้นหา ค้นคว้า หรือเป็นปัจจัยในอันที่จะปฏิบัติธรรม หรือฝึกตน เพื่อให้บรรลุมรรคผล และนิพพานเท่านั้น

เพราะ บุคคล จะสามารถปฏิบัติธรรม หรือจะมีความตั้งใจใคร่เรียนรู้ หรือศึกษา ก็ต้อง อาศัย ความเชื่อเป็นอย่างแรก อีกทั้งยังต้องเป็นผู้ได้รู้เห็น ได้ฟังมีความจำได้นานและดีจนขึ้นใจ สามารถท่องหรือพูดสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้น อย่างไม่ติดขัด อีกทั้งยังต้องรู้จักระลึกได้ และสามารถนำการได้รู้ได้เห็น ได้ฟังมาคิดพิจารณา ก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ นั่นก็คือ เกิดปัญญา อีกทั้ง ยังต้องมีความละอาย และเกรงกลัวต่อบาป ไม่ลักขโมย ไม่โกหก หลอกลวง มีความกตัญญู รู้คุณท่านรู้ กตเวที อยู่เป็นนิจ ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น

         เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่าน และทำความเข้าใจ และได้ใช้สมองสติปัญญา คิดพิจารณา ตามหลักความจริง ตามหลักธรรมชาติ แห่งสรรพสิ่ง (ซึ่งในที่นี้หมายเอาเฉพาะมนุษย์เป็นอันดับแรก) ให้ถี่ถ้วนดีแล้ว ท่านทั้งหลายย่อมจะเกิดความรู้ ความเข้าใจ ตามหลักความจริง ตามหลักธรรมชาติ อันเป็นไปตามหลักโมกษะธรรมดั้งเดิม แห่งข้าพเจ้าศรีอาริยเมตไตรย เมื่อหเกิดความเข้าใจ แม้ในระดับหนึ่ง ไม่ถึงต้องกับ รู้แจ้งรู้ตลอดทะลุปรุโปร่ง ก็เท่ากับว่า “ท่านทั้งหลายได้เห็นธรรม ซึ่งเท่ากับว่าได้เห็นข้าพเจ้า” ศรีอาริยเมตไตรย” ฉะนี้

จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์
๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
เขียนเมื่อ : 10 ส.ค. 2553,22:49   เข้าชม : 370 ครั้ง

ธรรมะน่ารู้ » ธรรมะน่ารู้อื่นๆที่น่าสนใจ
"การทำใจ"
มองลิงแล้วย้อนมองใจ (ตัวเอง)
ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม
ชีวิตอิสระคือ..การไม่ผูกมัด
อดีตชาติ นางจิญจมานวิกา
หรือ ท้าวเทวทัตกลับมาเกิดอีกหน เป็นเวรกรรมไม่รู้จบ สองคนนี้เคยเป็นสามีภรรยากันในสมัยก่อนพุทธกาลคือในชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้าช่วงที่ท่านจุติเป็นพระเวทสันดร
เรียนรู้เรื่องกายเรื่องจิต
เราอย่าไปวาดภาพการปฏิบัติธรรม การทำวิปัสสนา หรือการภาวนา ว่าต้องไปนั่งหลับหูหลับตา กิเลสเกิดขึ้นมาตอนไหน ก็รู้มันไปตรงนั้น นั่นเรียกว่าภาวนาแล้ว
ปลุกตน อย่างไรให้ตื่น
ปลุกตน อย่างไรให้ตื่น
เนื้อเรื่องและฟังธรรมเทศนากัณฑ์ทศพร
กล่าวถึงเหตุที่จะมีเรื่องเวสสันดรชาดกขึ้นกับเล่าเรื่องพระนางผุสดีในอดีตจนถึงทูลขอพร ๑๐ ประการ จากท้าวมัฆวารผู้ภัสดาพระนางผุสดีได้รับพรทิพย์ ๑๐ ประการ ในวันจะเกิดมาเป็นมารดาของพระเวสสันดร ณเมืองสีพีราษฎร์
เกิดมาทั้งทีทำดี 3 กรรม (พระพิพิธธรรมสุนทร)
เกิดมาทั้งทีทำดี 3 กรรม (พระพิพิธธรรมสุนทร)
สุขทุกข์เปลี่ยนแปลงเสมอ
ความสุข หรือ ความทุกข์ ล้วนเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ ไม่มีสิ่งใดที่จะอยู่กับเราได้ตลอดไปหรอกนะคะ อย่าคิดถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว
ของจริงนิ่งเป็นใบ้
เคล็ดไม่ลับการทำสมาธิ และวิปัสสนาญาณ ๒ (ใหม่ )
จากพระสุตันตปิฎก ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ [๑๐๐] เธอครั้นละนิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง ทำปัญญาให้ถ้อยกำลังนี้ได้แล้ว จึงสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา

 

คำค้น
16 พ.ค.2531 2553___สำหรับคนเกิดปี_จอ 2553___สำหรับคนเกิดปี_วอก 2554___สำหรับคนเกิดปี_วอก 2555___สำหรับคนเกิดปี_วอก กลอนธรรมะ กลอนธรรมะเกี่ยวกับพระคุณแม่ การ์ตูนพุทธสุภาษิต คนไม่มีเวลา จ่อยนายแน่มาก ถ้ำจักรพรรดิ์ ธรรมะ นิทานพระมหากัสสปะ นิยายรักอมตะครั้งพุทธกาล พระปิดตาหลวงปู่ พระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ พระมหาโฆคคัลลานเถระ พระสมเด็จ วัดระลวงพ่อโต พระอรหันต์16พระองค์ พระอาจารย์ตี๋เล็ก_เขาสุนะโม มะแม รูปป่า ลัทธิไสยศาสตร์ วันอังคาร หลวงปู่ศรี ถาวโร หลวงปู่ศรี_ถาวโร หลวงปู่เณรคำ อิติปิโส 2554

ธรรมะ  
 
Copyright 2010, All Rights Reserved. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ติดต่อเรา e-mail dhammavarietyแอดhotmailดอทco.th