User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

ข่าวธรรมะ

ประวัติพระเกจิอาจารย์

ท่องเที่ยวทำบุญไหว้พระ

สถานที่ปฏิบัติธรรม

ดูดวง

ตำแหน่งโฆษณา
หมวด » ธรรมะน่ารู้ » ธรรมะน่ารู้

 

สรรพสิ่งคือของใช้ อย่าเข้าใจว่าเป็นของฉัน (ว.วชิรเมธี)

สรรพสิ่งคือของใช้ อย่าเข้าใจว่าเป็นของฉัน (ว.วชิรเมธี)
 


ปุจฉา

       ช่วงที่เหตุการณ์บ้านเมืองวุ่นวาย คนในประเทศทะเลาะแตกความสามัคคีกัน ผมเกิดความเบื่อหน่ายอย่างมาก ไม่รู้จะช่วยชาติบ้านเมืองได้อย่างไร เลยเลิกสนใจข่าวสารทุกชนิด ตั้งหน้าทำมาหากินสนใจแต่เรื่องปากท้องของตัวเอง
การกระทำเช่นนี้เรียกว่าเป็นการ “ปล่อยวาง” หรือไม่ การปล่อยวางต่างจากการวางเฉย ไม่ใส่ใจอย่างไร?

วิสัชนา

การปล่อยวางมี ๒ ประเภท
(๑) การปล่อยวางด้วยความรู้
(๒) การปล่อยวางความเขลา


       การปล่อยวางด้วยความรู้เกิดขึ้น เพราะผู้ปล่อยวางนั้น ตระหนักรู้เท่าทันความจริงของโลกและชีวิตว่า ไม่อาจยึดเอาสิ่งใดมาเป็นของตนได้อย่างถาวร เพราะสรรพสิ่งล้วนตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ (กฎธรรมชาติที่เป็นสากลสำหรับทุกสิ่ง) ที่ว่า

“ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา”
หรือ
“ไม่เที่ยง
ไม่ทน
ไม่แท้”
หรือแปลอีกนัยหนึ่งว่า
“ไม่แน่
ไม่ได้ดั่งใจ
ไม่มีอะไรสมบูรณ์”

        สรรพสิ่งในโลกนี้ ล้วนมีความไม่เที่ยง คือ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นทุกข์ คือ ไม่สามารถทนอยู่ในลักษณะเดิมตลอดไป ทนอยู่ได้ก็ชั่วครู่ชั่วคราว และสรรพสิ่งล้วนเกิดจากองค์ประกอบที่แตกต่างหลากหลายมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นองค์รวม แต่ก็รวมกันได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ในที่สุดแล้วก็มีอันจะต้องแตกดับ สลาบไป เหมือนกันทั้งหมด ในเมื่อความจริงของสิ่งต่างๆ เป็นอย่างนี้ เราจึงไม่อาจ “ยึด” เอาอะไรมาเป็น “ของเรา” ได้อย่างแท้จริง เรา “ยึด” สิ่งต่างๆ ว่าเป็นของเราได้เพียงชั่วคราว ในลักษณะของที่ขอ “ยืม” เขามาเท่านั้น ในเมื่อสรรพสิ่งที่เรามีอยู่ล้วนเป็นเหมือนของที่ยืมเขามา เมื่อถึงเวลาก็ต้องส่งคืนด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เช่น

เรายืมอากาศมาหายใจ ในที่สุดก็ต้องคืนสู่ธาตุลม
เรายืมดินมาเป็นร่างกาย ในที่สุดก็ต้องคืนสู่ธาตุดิน
เรายืมไฟมาเป็นความอบอุ่น ในที่สุดก็ต้องคืนสู่ความเป็นธาตุไฟ
เรายืมน้ำมาหล่อเลี้ยงร่างกาย ในที่สุดก็ต้องคืนสู่ธาตุน้ำ

         ขยายความให้กว้างออกไปจนครอบคลุมสิ่งของ เช่น เสื้อผ้า บ้านเรือน รถ เงินทอง ไร่นา ฯลฯ ตลอดจนถึงโลกธรรมอันเป็นที่ชื่นชม เช่น ได้ลาภ (จะมีเสื่อมลาภรอเตือนให้คืนลาภอยู่ในตัว (ได้ยศ จะมีอัปยศรอทวงอยู่) สรรเสริญ (จะมีนินทารออยู่) สุข (จะมีทุกข์รออยู่) เห็นไหมว่า สรรพสิ่งล้วนตกอยู่ในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา หรือไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้ แม้แต่เพียงอย่างเดียว
        ดังนั้น เราจึงไม่อาจยึดเอาอะไรมาเป็น “ของเรา” ได้อย่างแท้จริง เราทำได้แค่เพียงใช้ มี ครอบครอง สิ่งต่างๆ ได้เพียงชั่วคราว ด้วยความตระหนักรู้ว่า “ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราอย่างแท้จริง” หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ

“สรรพสิ่ง คือ ของใช้ อย่าเข้าใจว่าเป็น ของฉัน”

        ส่วนการปล่อยวางอย่างที่คุณยกตัวอย่างมานั้น เป็นเพียง “ปฏิกิริยา” ต่อบางสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจเท่านั้น ยังไม่ใช่การปล่อยวางที่แท้จริงแต่อย่างใด วิธีปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ ที่เราเบื่อ แล้วหันหลังให้นั้น หากจะถือว่าเป็นการปล่อยวาง ก็เป็นเพียงการปล่อยวางใน “ภาษาคน” ยังไม่ใช่การปล่อยวางใน “ภาษาธรรม” แท้ๆ ในเมื่อไม่ใช่การปล่อยวางแท้ เดี๋ยวคุณก็จะมีโอกาสกลับมาทุกข์กับสิ่งที่คุณ “ทำท่าเหมือนจะปล่อยวาง” นั้นอีกครั้งหนึ่งไม่เร็วก็ช้า ไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม หากทำแล้ว ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น การถอยออกมาจากบางสิ่งที่กัดกินใจให้หมองหม่น ก็เป็นสิ่งที่ควรทำบ้างเหมือนกัน

เขียนเมื่อ : 14 ส.ค. 2553,14:29   เข้าชม : 380 ครั้ง

ธรรมะน่ารู้ » ธรรมะน่ารู้อื่นๆที่น่าสนใจ
ความรักและความมีเมตตาในทางพุทธศาสนา
เวลาที่เหลืออยู่ของแม่
นิพพานไม่เนื่องด้วยความพยายาม
พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าถ้าประพฤติชอบแล้ว แม้ไม่ปรารถนาว่าจะหลุดพ้น ภิกษุทั้งหลายก็จะหลุดพ้นจากอุปาทานในจิตได้อย่างแน่นอน ทรงเปรียบกับฟองไก่ที่แม่ไก่กกดีแล้ว
ข้อคิดในการดำเนินชีวิต
ข้อคิดในการดำเนินชีวิต
ทุกข์ ๕ ประการของผู้หญิง
เพราะฉะนั้น..ถ้าผู้หญิงไม่แต่งงาน ความทุกข์ลดไปหลายอย่าง เหลืออยู่อย่างเดียวที่เป็นธรรมชาติที่แก้ไขไม่ได้ ก็คือ ต้องมีระดู
สาระแห่งชีวิต คือรักและเมตตา (เกลียดชังกันทำไม)
สาระแห่งชีวิต คือรักและเมตตา (เกลียดชังกันทำไม)
สงเคราะห์ญาติ
"ต้นไม้ที่เกิดรวมกันเป็นป่าดง แต่ละต้นย่อมช่วยปะทะลมพายุให้แก่กันจึงยืนต้นอยู่ได้นานผิดจากต้นไม้ที่เกิดอยู่โดดเดี่ยว แม้จะเป็นไม้เจ้าป่าสูงใหญ่ก็ตาม เมื่อโต้พายุตามลำพัง ย่อมหักโค่นลงโดยง่าย" เช่นกันคนที่มีญาติอยู่พร้อมหน้าก็ย่อมมีผู้คอยช่วยเหลือปะทะมร
ผลกรรมดีและกรรมชั่วก็เป็นไตรลักษณ์
ผลกรรมดีและกรรมชั่วก็เป็นไตรลักษณ์
ความดี ๔ ระดับ
บ่อเกิดแห่งบุญ
ความจริงทีเที่ยงแท้.
ผลของกรรม ย่อมเป็นไปตรงตามกรรมอันเป็ นส่วนเหตุี่ด้กระทำแล้ว คือผลดีย่อมเิกิดแต่เหตุดี ผลไม่ดีย่อมเกิดแต่เหตุไม่ดี.พระพุทธองค์ทรงแสดงความจริง นี้ที่แม้เห็นได้ยาก แต่ก็เป็นความจริงที่เที่ยงแท้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
กินปลาอย่าให้ก้างตำปาก (รินใจ)
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : สรรพสิ่งคือของใช้ อย่าเข้าใจว่าเป็นของฉัน (ว.วชิรเมธี)

 

คำค้น
16 พ.ค.2531 2553___สำหรับคนเกิดปี_จอ 2553___สำหรับคนเกิดปี_วอก 2554___สำหรับคนเกิดปี_วอก 2555___สำหรับคนเกิดปี_วอก กลอนธรรมะ กลอนธรรมะเกี่ยวกับพระคุณแม่ การ์ตูนพุทธสุภาษิต คนไม่มีเวลา จ่อยนายแน่มาก ถ้ำจักรพรรดิ์ ธรรมะ นิทานพระมหากัสสปะ นิยายรักอมตะครั้งพุทธกาล พระปิดตาหลวงปู่ พระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ พระมหาโฆคคัลลานเถระ พระสมเด็จ วัดระลวงพ่อโต พระอรหันต์16พระองค์ พระอาจารย์ตี๋เล็ก_เขาสุนะโม มะแม รูปป่า ลัทธิไสยศาสตร์ วันอังคาร หลวงปู่ศรี ถาวโร หลวงปู่ศรี_ถาวโร หลวงปู่เณรคำ อิติปิโส 2554

ธรรมะ  
 
Copyright 2010, All Rights Reserved. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ติดต่อเรา e-mail dhammavarietyแอดhotmailดอทco.th