ตามคติพุทธศาสนาเถรวาทหรือหินยาน จะเชื่อว่าในอดีตกาลมีพระพุทธเจ้าลงมาบังเกิดช่วยเหลือสัตว์โลกตามกัปกัลป์ต่างๆ เรียกว่า "อดีตพุทธ" รวมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์โคตมะได้ 28 องค์ ส่วนทางคติอาจาริยาวาทหรือมหายาน เชื่อว่ามีอดีตพุทธมากมายถึงอาจมีจำนวนนับพันองค์ทีเดียว
ในสยามประเทศที่ถือคติเถรวาท เชื่อว่ากาลเวลาทางศาสนาจะถูกแบ่งออกเป็นกัป หรือกัลป์ ต่างๆ นับโดยนำผ้าอันเบาบางประดุจหมอกควัน มาเช็ดถูขุนเขาที่มีขนาดกว้างหนึ่งโยชน์ สูงหนึ่งโยชน์ ยาวหนึ่งโยชน์ ปีละหนึ่งครั้ง เมื่อขุนเขาราบเรียบจนเป็นหนึ่งเดียวกับพื้นพสุธาเท่ากับเวลาหนึ่งกัป
กัปต่างๆ นั้นจะมีอดีตพุทธลงมาบังเกิดไม่เท่ากัน ตั้งแต่กัปแรก คือ สารมณฑกัปที่ 1 มีอดีตพุทธ 4 องค์, สารกัป มีอดีตพุทธ 1 องค์, สารมณฑกัปที่ 2 มีอดีตพุทธ 4 องค์, สารวรกัป มีอดีตพุทธ 3 องค์, มัณฑกัปที่ 1 มีอดีตพุทธ 1 องค์, มัณฑกัปที่ 2 มีอดีตพุทธ 2 องค์, วรกัป มีอดีตพุทธ 3 องค์, สารกัปที่ 1 มีอดีตพุทธ 1 องค์, มัณฑกัปที่ 3 มีอดีตพุทธ 2 องค์, สารกัปที่ 2 มีอดีตพุทธ 1 องค์, มัณฑกัปที่ 4 มีอดีตพุทธ 2 องค์, ส่วนภัทรกัปมีอดีตพุทธลงมาบังเกิดแล้ว 4 องค์ และจะบังเกิดในอนาคตกาลอีก 1 องค์ รวมอดีตพุทธ 28 องค์ และอนาคตพุทธในภัทรกัป 1 องค์

|
ยุคปัจจุบันศาสนาจะอยู่ในช่วงภัทรกัป ซึ่งเชื่อกันว่าจะมีพระพุทธเจ้าลงมาบังเกิดถึง 5 พระองค์ด้วยกัน ปรากฏการผูกเรื่องเป็นตำนานพญากาเผือกสองตัวผัวเมีย ทำรังอยู่บนต้นมะเดื่อริมฝั่งคงคามหานที และมีพระโพธิสัตว์ปฏิสนธิในครรภ์โภทรของนางพญากาเผือก ตกไข่ออกมาถึง 5 ฟอง เมื่อถึงคราวจะบังเกิดองค์พระพุทธเจ้า กิ่งมะเดื่ออันเป็นรังกาหักโค่นลงตามแรงพายุขณะที่พญากาเผือกออกไปหาอาหาร ครั้นกลับมาให้ทุกขเวทนาตามหาฟองไข่ไม่เจอจนสิ้นใจ ด้วยความรักอันบริสุทธิ์ทำให้นางกาเผือกไปบังเกิดยังสวรรค์ชั้นพรหม ได้พระนามว่า "ฆติกามหาพรหม" เพื่อคอยประเคนถวายเครื่องอัฐบริขารแด่องค์โพธิสัตว์ทั้ง 5 ที่จะเสด็จออกผนวชเพื่อตรัสรู้ในอนาคตกาล ส่วนไข่กาเผือกทั้ง 5 ได้ไหลไปตามน้ำและมีผู้เก็บได้คือ แม่ไก่เก็บได้ฟองหนึ่ง, แม่นาคราชเก็บได้ฟองหนึ่ง, แม่เต่าเก็บได้ฟองหนึ่ง, แม่โคเก็บได้ฟองหนึ่ง และแม่ราชสีห์เก็บได้ฟองหนึ่ง ต่อมาปรากฏฟักเป็นมนุษย์มีรูปร่างงดงาม และเสด็จออกผนวชจนตรัสรู้พระสัมโพธิญาณ จึงขนานพุทธนามเพื่อเป็นบุญและอนุสรณ์แก่นางผู้เก็บไข่รักษาไว้จนกำเนิด ดังนี้
พระกกุสันโธ ตาม แม่ไก่
พระโกนาคคม ตาม แม่นาคราช
พระกัสสปะ ตาม แม่เต่า
พระโคตมะ ตาม แม่โค
พระศรีอาริยเมตไตรย ตาม แม่ราชสีห์
ทั้ง 5 พระองค์ครั้งเมื่อยังบำเพ็ญเพียรมิได้ตรัสรู้นั้น ได้อธิษฐานจิตให้พบ "นางพญากาเผือก" ผู้เป็นแม่อันแท้จริง จนทราบถึงฆติกามหาพรหม จึงเหาะจากพรหมพิมานลงมาพบลูกรักทั้ง 5 ซึ่งองค์โพธิสัตว์ได้ขอสิ่งอันเป็นที่ระลึกถึงบุญคุณของมารดร มหาพรหมได้ถวาย "เส้นด้ายปั่น" เป็นด้ายแผ่เป็นรอยตีนกา เพื่อให้ลูกรักได้จุดเป็นประทีปและลอยลงยังคงคามหานทีเพื่อบูชาคุณนางกาเผือก และสาธุชนก็สืบทอดเป็นประเพณีลอยกระทงตั้งแต่บัดนั้น
ด้วยเหตุตามกล่าวนี้โบราณาจารณ์และศาสนิกชนทั้งหลายจึงพากันน้อมอภิวาทเปล่งคำบูชาพระเจ้าห้าพระองค์ว่า "นะ โม พุท ธา ยะ" ที่นิยมกันในบ้านเราได้แก่ คาถาพระเจ้าห้าพระองค์ หลวงพ่อโสธร ฉะเชิงเทรา
นอกจากนี้ยังมีผลพระเจ้าห้าพระองค์ ซึ่งเป็นรูปองค์พระพุทธทั้ง 5 เรียงรายอยู่รอบ เป็นที่น่าประหลาด และนับว่าเป็นของดีอย่างหนึ่งที่จะช่วยคุ้มครองปกป้องภัยอันตรายต่างๆ
โบราณาจารย์เก่าๆ ยังนิยมจัดสร้างวัตถุมงคลผูกด้วยพระคาถา เช่น พระพิมพ์พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน, หลวงพ่อเนียม วัดน้อย, หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยมและหายากทั้งสิ้น
เวลากราบพระหากเอ่ยคาถา "นะ โม พุท ธา ยะ" พร้อมกันไปด้วย คนโบราณถือว่าได้บูชาพระพุทธเจ้าคราวเดียว 5 พระองค์ ซึ่งจะคุ้มครองป้องกันและปัดเป่าเภทภัยให้กับผู้อ่านข่าวสดทุกท่านตลอดไปครับผม